Monday, August 17, 2015

The Law of Success - Napolean Hill (อธิบายโดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล) [ข้อที่ 11 - 12]


ข้อที่ 11 ความคิดที่ถูกต้องแล้วเที่ยงตรง

ชีวิตคนเรานั้นสั้น การที่คนจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเอง และสภาพแวดล้อมที่ชัดเจน โลกนี้คือการเปรียบเทียบเลยว่าใครมีปรัชญาที่ถูกต้อง คนคนนั้นจะมีความคิด คำพูด การกระทำที่ถูกต้อง

ความคิดที่ถูกต้องแล้วเที่ยงตรง คือ ความสามารถที่จะแยกข้อเท็จจริง (Fact) ออกจากข้อคิดเห็นหรือการปรุงแต่ง โลกปัจจุบันเราต่างฟังวิทยุ ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ จนบางครั้งเราไม่รู้ว่าอันไหนเป็นจริง อันไหนเป็นเท็จ

คนที่จะเข้าถึงข้อเท็จจริงได้นั้นจะต้องมี จิตที่เข้มแข็งก่อน เมื่อเผชิญหน้ากับความจริงนั้น กระเทือนอีโก้ ความเป็นตัวกูของกู หรือศักดิ์ศรีของเรา แต่เรายังนิ่งสงบยิ้มรับได้ นั้นคือจิตใจเรามีพลัง โอกาสในการแยกแยะข้อเท็จจริงออกมาได้มากขึ้น

เป็นคนที่ไม่มองโลกขาวหรือดำอย่างสิ้นเชิง เขาจะมองโลกเป็นสีเทา คือเวลาฟังสิ่งที่ดีจะยิ้มรับไว้ แต่จะไม่หัวเราะร่าว่าสิ้งนั้นจะต้องใช่เลยตามที่เราคิดไว้ เพื่อนคนหนึ่งของเราอาจจะเป็นคนไม่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีส่วนดีเลยเป็นต้น ทั้งหมดนี้เกิดจากคุณภาพจิต ไม่ใช่เครื่องมือในการใช้แยกแยะข้อมูล

ไม่เชื่อข่าวลือที่คนอื่นเขาเชื่อกัน เด็จขาดคุณภาพของจิตต้องสูงเท่ามาตรฐานของหนังสือเล่มนี้ได้

จะต้องไม่ปล่อยให้ความหวาดวิตก ซึ่งทำให้เราเป็นคนย้ำคิดย้ำทำตลอดเวลา เพราะหลายครั้งสิ่งที่เราวิตกมากๆเนี่ย มันกลับกลายเป็นความจริง (Self-fulfilling phophecy) น่ากลัวมากๆ

เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เราส่วนใหญ่จะคิดว่าจะต้องมีข้อมูลที่มีเหตุมีผล จึงจะถือว่าเรื่องนั้นคือข้อเท็จจริง แต่หนังสือเล่มนี้กลับบอกไปในอีกทางหนึ่งที่แตกต่างออกไป

อย่าเชื่อเพราะตามกันมา อย่าเชื่อเพราะเป็นศาสดา อย่าเชื่อเพราะฟังดูแล้วมีเหตุมีผล อย่าเชื่อเพราะเหมือนกับที่เราคิดไว้เลย (เราจะไม่ปล่อยให้สิ่งที่ผ่านเข้ามาทางสัมผัสทั้ง 5 เป็นสิ่งที่ถูกต้องตลอดเวลา) เราจะต้องคิดพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เท่าที่ปัญญาของเราจะสามารถทำได้ ฟังหูไว้หู

เราต้องมีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เราอย่าไปโหมให้ไฟมันใหญ่ขึ้น สิ่งต่างๆที่ยุ่งกับอารมณ์เราอย่าไปยุ่งเด็จขาด อย่าไปสนใจข่าวนินทาเพราะคนที่ถูกนินทาต้องน้อยเนื้อตำใจแน่ๆ

ทำไมมนุษย์ไม่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็นได้ เพราะมนุษย์มักจะเอาคำว่าตัวกูของกูเข้าไปวุ่นวายเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองเข้าไปสัมผัส พระพุทธเจ้าจะบอกไว้เลยว่า สิ่งต่างๆที่เราได้เข้าไปสัมผัสมันเป็น ความจริงเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น (Partial Reality) ความจริงสูงสุดมันไม่มี
ความจริงในบางครั้งมันจริงในเดือนที่แล้ว แต่ตอนนี้เวลานี้วินาทีนี้มันอาจจะไม่จริงก็ได้ มนุษย์มีนิสัยที่จะด่วนตัดสินสิ่งต่างๆ จนลืมไปว่าความจริงสูงสุดในโลกมนุษย์เนี่ยมันไม่มี มันเกิดแล้วมันดับแล้วมันก็เปลี่ยนแล้ว ปัจจัยภายนอกเปลี่ยนตลอดเวลา ตัวเราเองก็เปลี่ยนตลอดเวลา

ข้อที่ 12 ความใจจดใจจ่อ

ความใจจดใจจ่อ (Attentiveness) สำคัญมากๆเลย เปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ที่ผ่านกระจกนูน เมื่อแสงที่ผ่านโดนกระดาษ กระดาษก็จะไหม้ การที่เราจดจ้อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พลังจิตและสมาธิมันจะเกิดพร้อมกันหมดเลย และจะเกิดปัญญาตามมา และเช่นกันตัวสติกับสมาธิจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีปัญญา เราต้องรู้ว่าเวลาไหนเราควรจะโพกัส ตัวสติ สมาธิ ปัญญาเป็นเนื้อเดียวกันเราจะแยกมันออกจากกันไม่ได้

พลังจิตคนเรามีมากมายมหาศาล ถ้าเราจดจ่อมากๆไม่ว่าเรื่องอะไรเราก็จะทำได้ทุกเรื่อง สมมุติง่ายๆเป็นการล้างจาน ถ้าเราล้างไปคิดเรื่องนุ้นเรื่องนี้จานอาจจะตกลงมาแตกก็ได้ หรือไม่อาจจะใช้เวลาล้างนานกว่าปกติ

"นาฬิกาทราย ทรายหมดทีละเม็ด ปฏิบัติงานทีละอย่าง" ให้จิตจ่อไปทีละเรื่องเสร็จแล้ว ค่อยย้ายจิตไปทำสิ่งต่อไป ความจดจ่อคือลงมือทำ ไม่ใช่อยากมีอยากได้ตลอดเวลา จิตโพกัสได้เรื่องเดียวเวลาเดียวเท่านั้น

ความจดจ่อของมนุษย์เราเกิดจากนิสัยนี้เอง เป็นพิมพ์เขียวในสมอง (ฺBlue print) ฝึกนิสัยให้เหมือนสายเคเบิลที่สานกันอย่างมั่นคง

คนฉลาดเวลาเข้าห้องมืดๆ เปิดไฟจุดตะเกียงทันที หมายถึงคนฉลาดเรียนรู้สิ่งดีๆ จะนำมันมาใช้ในทันที ทำซ้ำไปซ้ำมาจนเป็นนิสัยถาวรในแง่ดี 

จะสร้างนิสัยได้จะต้องเห็นโทษ ของการวอกแวกทำอะไรหลายอย่างพร้อมๆกัน มันไม่มีผลดีต่อร่างกายและจิตใจเลย เครียดเป็นโรคหัวใจ โรคต่างสารพัด

คนจะมีความสุขและประสบความสำเร็จได้ คนคนนั้นจะต้องมี การเก็บกรอบความคิดที่ถูกต้องไว้ในหัว
และทำตามแนวความคิดที่ถูกต้องให้ได้มากที่สุด

จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีเท่านั้น

ขอขอบคุณ ดร.บุญชัย โกศลธนากุล มา ณ ที่นี้ด้วย
เรียบเรียงใหม่โดย J. Burananit

Saturday, August 15, 2015

The Law of Success - Napolean Hill (อธิบายโดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล) [ข้อที่ 7 - 9]


กลับมาต่ออีก 3 ข้อซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ให้เหตุผลว่า เราจะต้องมีคุณลักษณะต่างๆเหล่านี้อย่างไร บางครั้งผมก็คิดว่าตัวเองนั้นรู้แล้วสำหรับเรื่องเหล่านี้ แต่หนังสือเล่มนี้ก็ตอกย้ำว่าโลกใบนี้นั้นมันใหญ่ยิ่งนัก มีสิ่งที่เราต้องรู้แต่ไม่รู้อีกมากมาย ค่อยๆฝึกกันตามคำแนะนำของหนังสือเล่มนี้ไปด้วยกันนะครับ :)

ข้อที่ 7 ความกระตือรือร้น

คนจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมี ความกระตือรือร้น (Enthusiasm) ให้คิดถึงเวลาที่เราเจอคนที่มีความกระตือรือร้น เราอยากมอง เราอยากฟัง เพราะแต่ละอย่างที่ออกมาจากคนที่มีความกระตือรือร้นนั้นน่าสนใจไปหมดเลย มีเสน่ดึงดูดคนรอบข้าง สามารถกระเทือนจิตใจของคนรอบข้างได้หมด โน้มน้าวใครได้ง่ายมากเลย สุขภาพก็ดีด้วย เพราะกายกับจิตนั้นสัมพัทธ์กัน

พูดถึงเรื่องความกระตือรือร้น ใครๆก็ชอบหมดแต่ถามว่าจะสร้างมันได้อย่างไร?

จะต้องสร้างความรัก ความพอใจ ความผูกพันกับงานที่เราทำอยู่
งานที่เราทำนั้นต้องเป็นงานที่เราชอบ สร้างคุณค่าต่อสังคม ต่อองค์กร ต่อครอบครัวของเราและต่อตัวเอง
เอาความรู้สึกของตัวเองตรวจสอบ งานที่เราทำเรามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือไม่ ความจริงจัง

ถ้าเราไม่มีทางเลือกงานที่เราทำไม่ได้เป็นงานที่เราชอบ ให้มองว่างานนั้นเป็น Stepping stone ได้ไหม เป็นบันไดแต่ละขั้นที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราทำอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินไปสู่จุดหมาย ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันทะจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หลายๆครั้งฉันทะไม่ได้เกิดขึ้นเอง เช่นบางครั้งเป็นไปได้ที่เราจะอยู่กับใครสักคนหนึ่งที่เราไม่ได้ชอบมาก แต่อยู่ไปปรากฎว่าเข้ากันได้ ไปด้วยกันได้ หรือเราเป็นเจ้าของกิจการแล้วต้องทำบัญชี เราได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น เราก็พร้อมที่จะเรียนรู้ เตือนตัวเองในสิ่งนั้น (Remind)

ได้เจอกับคนที่มีความกระตือรือร้นด้วยกัน
ประสบความสำเร็จในการหาเงินหาทอง เพราะคนสำเร็จประเภทนี้จะเห็นอะไรเป็นรูปธรรม
สุขภาพที่ดี ถึงจิตใจเราจะเข้มแข็งขนาดไหน แต่ถ้าร่างกายป่วยไป จิดใจก็พลอยจะร่วงโรยตามไปด้วย ยกเว้นว่าคุณสำเร็จเป็นพระอรหันต์ -/\- ควรออกกำลังกายซะหน่อย ร่างกายจำเป็นมากๆ กายกับจิตเป็นเนื้อเดียวกัน
มีความรู้สึกภูมิใจ (Self-esteem) ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่เนี่ย มันมีประโยชน์ต่อสังคม มีประโยชน์ต่อองค์กร คิดให้ใหญ่ (Think Big)

*เราต้องลืมอดีตทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจของเรา คนส่วนใหญ่มักจะแบกอารมณ์อยู่ตลอดเวลา เหมือนมีโซ่คอยตรึงเราอยู่ เวลาเราทำกิจกรรมต่างๆเราไม่รู้หลอกว่าเราแอบเอาความคิดไม่ดีติดมาด้วย จิตไปเกาะอยู่ในเรื่องที่กังวลใจ ทำให้คนเรามองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน

ในเวลาที่ทำงาน จัดการกับปัญหาไม่ควรเอาความฟุ้งซ่านมาด้วย (คนเราปกติฟุ่งซ่านวันละหกหมื่นเรื่อง!) มันจะคอยฉุดกระชากเราไว้ ทำงานให้มีสติไปคอยกำหนด ลืมปัญหาคาในทั้งหมดเวลาทำงาน ความกระตือรือล้นจะเกิดขึ้นได้

*จิตจะต้องใหญ่พอ ทำอะไรบางอย่างหรือคิดเพื่อคนอื่นตลอดเวลา จิตจะกว้างใหญ่ไพศาล เวลามีคนทำผิดต่อเราที่ไม่ได้ส่งผลร้ายกับเรามาก เราจะให้อภัยและปล่อยเขาไป เราจะเกิดความกระตือรือร้นขึ้นเพราะเราไม่สะสมจิตที่อึดอัด จิตโทษะ

ทุกนาทีจิตใจเราสร้างทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม จิตใจที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้น มักจะสร้างแต่อกุศลกรรม ทำให้เราตกเป็นทาสของกิเลส ปัญหา อุปาทาน เลือกตัวสติให้จิตคิดแต่กุศลกรรม ทำให้เรามีความสุขขึ้นเรื่อยๆ กระตือรือร้นขึ้นเรื่อยๆ การจะปรับสิ่งต่างๆต้องปรับที่ใจก่อน จะต้องมีสัมมาทิฏฐิให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้

สัมมัปปธาน 4
1) ความคิดที่ไม่ดีไม่ชอบ ตัดทิ้งไปเลย อย่าไปคิดต่อ [เกิดขึ้นมาเอง]
2) อย่าไปดึงสิ่งที่ลบ (Negative) มาคิด [ตั้งใจให้เกิดขึ้น]
3) ดึงสิ่งที่มีประโยชน์ขึ้นมาคิด [ตั้งใจให้เกิดขึ้น] ชีวิตเราเองจะปรับปรุงพัฒนาตนเองได้อย่างไร
4) รักษาความคิดที่ดีให้คงอยู่ต่อไป

*ความกระตือรือร้นสำคัญมากสำหรับผู้นำ ผู้นำอยากให้ลูกน้องขยันขันแข็งมีความกระตือรือร้น คำถามคือตัวเรามีความกระตือรือร้นแล้วหรือยัง เราจะสามารถสร้างทีมเวิคได้

ข้อที่ 8 การควบคุมตนเอง

การควบคุมตนเอง (Self-control) คนเราทำดีมาร้อย มาพันครั้ง แต่เราระเบิดลงเพียงครั้งเดียว ทุกอย่างที่ดีจะเสียหมด คนจะด่าทอ โจกจันในสิ่งไม่ดีที่เราทำ มนุษย์มักจะจำสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่น

1) ควบคุมอารมณ์ของตนเอง อย่าไปทะเลาะกันเลย ความโกรธเอาชนะความโกรธไม่ได้ หากเรามีอำนาจมากกว่า เขาอาจจะยอมเราแต่ใจเขาไม่มีทางยอมเราแน่ การทำสิ่งต่างๆอย่างมีสติ คนจะรักและสรรเสริญ ถ้าเราควบคุมอารมณ์ไว้ได้เนี่ยเราจะมีพรหมวิหาร 4 คือมีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา

ถ้าสภาวะจิตใจข้างในโล่งโปร่งสบาย การมองหรือแสดงออกจะสะท้อนความเป็นจริงของรอบข้าง ให้ภาวะในใจของเราโล่งโปร่งสบาย ในทางกลับกันถ้าจิตเราโกรธ อึดอัดหรือโลภเนี่ย สิ่งต่างๆที่เรามองอยู่หรือแสดงออกเนี่ยก็บิดเบือนจากความเป็นจริงแล้ว
"จงยังประโยชน์ปัจจุบันให้สูงสุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
- พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เทศน์ไว้ก่อนปรินิพานว่า

เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเลย เราจะอยู่กับปัจจุบันได้จิตใจของเราต้องโล่ง โปร่ง สบายก่อน ให้นานที่สุด มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในยามที่เราประคองจิตมันกัน หลังจากนั้นจิตจะเรียนรู้ได้เอง จิตนั้นฉลาดนะ

คนที่ควบคุมตัวเองได้จะถือว่าเป็นคนที่มี EQ สูงสุด ต้องตั้งจิตให้ได้ก่อนว่าจะไม่ปล่อยให้ระเบิดลง ต้องตั้งตั้งจิตก่อนว่าสามารถรับได้ทุกสภาวะ ทุกสถานการณ์

"I can embrace all kind of contradictions"
 - เลโอนาร์โด ดา วินชี

ข้าพระเจ้ารับได้กับความขัดแย้งทุกรูปแบบ จะไม่มีการทำร้ายตัวเอง ทำจิตใจเราให้ตั้งตรงนิ่งก่อน

2) ให้มองถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาก่อน (Consequential outcome) ว่าสิ่งที่จะตามมานั้นคืออะไร
3) การตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้เลย ถ้าเราระเบิดลงมันจะทำลาย เป้าหมายของเราอย่างไร เตือนตัวเองตลอดเวลา
4) ทำอะไรเบาๆหน่อย ทำอะไรให้ช้าลงได้ไหม เบาลงได้ไหม คนเดี๋ยวนี้ทำอะไรวุ่นวายไปหมด ผลที่ตามมาก็คือจิตไม่มีสติ จิตไม่มีสมาธิ ฟุ้งซ่าน

คนฉลาดจะรู้ว่าเมื่อไรควรจะปล่อยวาง แล้วอะไรหละคือสิ่งที่จะบอกว่าเราควรจะจริงจังตอนไหน ปล่อยวางตอนไหน นั้นคือความรู้สึกนั้นเอง

ความอดทนเป็นบารมีสูงสุดของพระโพธิสัตว์ พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ายกย่องความอดทนว่า เป็นบารมีที่เหนือสิ่งอื่นใด อดทนไม่ตอบโต้ต่อสิ่งที่มัวหมอง ง่ายสุดคือหายใจลึกๆ แล้วเราก็จะมีความสุข

ข้อ 9 นิสัยทำงานนเกินเงินเดือน

ห้ามคิดเช้าชามเย็นชามตลอด อย่าคิดว่าทำงานเงินเดือนแค่นี้จะเอาอะไรมากนัก เพราะชีวิตเราจะเบื่อหน่ายทำสักแต่ว่า ให้มีเงินเพียงพอมาจุนเจือชีวิตและครอบครัว

นิสัยทำงานเกินเงินเดือนทำให้ เรากระตือรือร้น และก่อนจะกระตือรือร้น ต้องสร้างความรักในงาน
งานแต่ละชิ้นควรทำงานให้ได้ A, A+ ตลอดไม่ว่างานนั้นจะต่ำต้อยแค่ไหน เพราะเราจะได้ทักษะแต่ละด้าน แต่ละส่วนในระดับที่สูงสุด ต้องมองให้ออกว่าสิ่งที่เราทำอยู่เป็น บันไดขั้นที่เท่าไรสู่ความสำเร็จ

ขอขอบคุณ ดร.บุญชัย โกศลธนากุล มา ณ ที่นี้ด้วย
เรียบเรียงใหม่โดย J. Burananit

Friday, August 14, 2015

The Law of Success - Napolean Hill (อธิบายโดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล) [ข้อที่ 3 - 6]


กลับมาต่อเพิ่มอีก 4 ข้อ ของหนังสือขายดีตลอดการ The Law of Success จะสรุปทั้งหมดก่อนที่ทุกท่านจะอ่านบทความนี้ สิ่งที่สำคัญคือ "สติ" ตัวเดียวเลย ถ้าไม่อยากอ่านก็ไปฝึกสติอย่างเดียว ด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม แล้วแต่ถนัด หากไม่สะดวกเราสามารถฝึก กำหนดจิตไปกับแต่อริยาบทของเราในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน

ข้อที่ 3. ความเชื่อมั่นในตนเอง

ความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-confidence) เวลาเราฟังคนบรรยาย ผู้พูดมีความมั่นใจ คนฟังก็จะคล้อยตามไปด้วย หรือแม้เวลาเจอพนักงานขายที่มีความมั่นใจ ก็ซื้อใจลูกค้าไปได้เกินครึ่งแล้ว

1) หาความรู้ทุกแง่ทุกมุมและทุกด้าน รู้อยากเดียวไม่พอต้องคิด
What are the success factors? อะไรคือปัจจัยของความสำเร็จ
What are the failure factors? อะไรคือปัจจัยแห่งความล้มเหลว
จะต้องคิดออกมาให้หมดก่อนจะเริ่มต้นงาน เพื่อนที่มักจะฟุ้งซ้าน วิตกจริตแนะนำให้ดึงมาร่วมพิจารณาด้วย เมื่อเรารู้ข้อดีข้อเสียแล้วเราก็จะเกิดความมั่นใจ
ความฉลาด = ความเชี่ยวชาญ (Expertise) + ทักษะ (Skill)
คนที่พูดหรือทำในสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญจะทำได้คล้องแคล้ว หากเราอยากเชี่ยวชาญด้านไหน ควรจะหาความรู้ให้รอบด้าน

2) ใจที่สะอาดและบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำเพื่อประจบใคร เป็นจิตที่ทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด เท่าที่ตนเองจะทำได้ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อสิ่งต่างๆออกมาจากใจสิ่งนั้นจะมีพลัง แต่คนส่วนใหญ่มักจะพูดไม่ตรงกับความรู้สึก Speak from your Heart, not from your Head. พูดออกมาจากใจไม่ใช่ความคิด มนุษย์บางครั้งยึดติดกับความคิดมากเดินไป จนลืมดูความรู้สึก ความรู้สึกคือเพื่อนกัลยาณมิตร เป็นสิ่งที่จริงและจะคอยชี้แนะว่าสิ่งไหนควรทำ หรือสิ่งไหนไม่ควรทำ
ทำทุกสิ่งทุกอย่างจากใจที่มีคุณธรรม พลังพุทธจะปรากฎอย่างชัดเจน รู้ในสิ่งที่ใช่หรือไม่ใช่อย่างชัดเจน

3) ตัวเราเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ต่างมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งสิ้น เราเพียงพยายามทำสิ่งต่างๆให้ผิดพลาดให้น้อยที่สุด เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราคิดว่าเราเก่งมีความสามารถมาก เราจะไม่มีความเมตตาต่อคนที่ทำผิดหรืออ่อนแอกว่าเรา และที่สำคัญก็คือเวลาที่เราทำผิดเอง จะยอมรับสิ่งที่ตนเองทำไม่ได้ อย่ามีความมั่นใจกับตัวเองเกินไป คิดว่าเราสามารถทำผิดได้ตลอดเวลา ทำให้เราไม่ประมาท

4) ไม่หวังสิ่งต่างๆ ทรัพย์สิน การชื่นชมจากคนอื่น จิตเราไม่สะอาด เราคิดมากไปหลายสิบชั้น ระวังความคิดความรู้สึกคนอื่นที่มีต่อเราตลอด สิ่งที่เราทำหรือเราพูดจะไม่มีพลัง คนประเภทราคะจริต จะเก่งในการพูดคล้อง ฟังสะเนาะหู แต่คนส่วนใหญ่จะไม่เชื่อราคะจริตมากนัก เพราะหวังให้คนรักและชื่นชม ส่งผลให้เนื้อหาสาระที่ต้องการจะสื่อไม่กินใจผู้ฟังมากนัก ทำงานต่างๆด้วยจิตที่ว่างไม่มีตัวกูของกู

5) มีสติรู้ตัว รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ว่ากำลังพูดอะไร รู้นำเสียงพูดน่าฟังไม่น่าฟัง ผู้รู้หรือตัวรู้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญมากที่สุด คนที่เกิดการรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา จะทำให้เกิดความมั่นใจขึ้นมาด้วยตนเอง สรุปคือฝึกตัวสติตัวเดียวก็จบ

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ใช่การพูดว่า "เราจะต้องเชื่อมั่น เราจะต้องกล้าหาญ เราจะไม่กลัวใคร" เป็นการหลอกตัวเอง ไม่กินลึกไปถึงจิตใจ เป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น

ข้อที่ 4. มีนิสัยประหยัดอดออม

คนจีนจะบอกว่า "คนที่กระเป๋าเต็มพูดอะไรก็มีคนฟัง พูดเสียงดังด้วยความมั่นใจ" ถ้าเรามีเงินออมระดับหนึ่งให้เราไม่เดือดร้อน เราจะมีความสงบ มหาเศรษฐีต่างๆที่มีเงินมากกว่า 2000 ล้านบาทจะบอกเหมือนกันหมดเลยว่าทุกคนมีนิสัยประหยัดอดออมตั้งแต่เด็ก ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยซะด้วยซ้ำ เพื่อเรียนรู้คุณค่าของเงิน และอยู่เหนือเงินไม่ให้เงินมาบงการชีวิต ใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กลุ่มคนที่ถังแตก ต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่น คนเหล่านี้จะตกเป็นทาสของเงิน ทั้งชีวิตจะมีแต่เรื่องเงินและวัตถุ

คนที่มีการออมจิตใจจะสงบ ไม่ว้าวุ่น เป็นการฝึกความอดทน รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน
ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการ เป็นคนที่ประหยัดอดออม ลูกน้องก็จะเป็นคนที่ประหยัดไปด้วย
เวลาเราเจอคนรวยแล้วขี้เหนี่ยว แต่จริงๆแล้วเขามีระบบการคิดหลายชั้นเพื่อแสดงออกถึงความประหยัด เพื่อที่จะได้ไม่ให้คนอื่นมาเอาเปรียบเขา ขอยืมเงินเขา หรือใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย

ในหนังสือเรื่อง Rich dad, Poor dad จะบอกไว้อย่างชัดเจนเลยว่า คนที่ตั้งใจจะร่ำรวย ประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องระวังเรื่องการผ่อนรถ ผ่อนบ้านไว้ให้ดี ซึ่งคนที่เริ่มจะผ่อนได้แสดงว่าเงินเดือนเริ่มเยอะแล้ว แต่ไม่ได้เยอะจริง ส่งผลให้โอกาสที่จะออกจากงานเป็นไปได้ยากแล้ว ถ้าจะผ่อนอะไร ต้องคิดอย่างชัดเจนก่อนว่าเราจะมีเงินพอ ถ้าจะต้องเปลี่ยนงาน

"มีน้อยใช้น้อย ค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มาก จะยากนาน"

ข้อที่ 5. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity) ผู้นำที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จะก่อให้เกิด แรงดลบันดาลใจแก่คนรอบข้างและลูกน้อง ทำให้ชีวิตมีสีสรรค์ มีเหตุมีผลว่าเราอยู่ไปทำไม ทำงานเพื่อองค์กรนี้ไปทำไม แต่สิ่งที่จะทำให้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้ ก็คือ

1) เลิกพลัดวันประกันพรุ่ง (น่าสนใจมากๆ) คนที่ดินพอกหางหมู จิตจะไม่ว่างแล้วความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? คนประเภทวิดัจจริต คิดได้มากมายหลายเรื่อง แต่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรคือไอเดียที่สำคัญ อะไรคือไอเดียที่ไม่สำคัญ คำแนะนำข้อแรกนี้เป็นเหมือนการปูพื้นฐานให้มั่นคง ก่อนที่จะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ [ความสงบในใจ: Inner Peace >> ปัญญาจะโลดแล่น มองเห็นโอกาสในชีวิต]

2) สังเกตตัวเอง ว่าความคิดดีๆของเรามันพุดขึ้นมาตอนไหน เช่นจากตอนที่เราได้อ่านหนังสือเงียบๆ หรือตอนที่เราได้คุยกับคนที่มีความคิดดีๆ เป็นต้น นักปราชญ์จะบอกไว้ว่าคนฉลาดจะต้องมีสมุดไว้จด ไอเดียที่เข้ามาในหัว เป็นการตอกย้ำความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

3) ย้ำคิดย้ำทำในเรื่องนั้นตลอดเวลา ฉันทะ >> จิตตะ >> วิริยะ >> วิมังสา

4) ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ต้องคิดจากมโนภาพ จะทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆได้แยบยนมากๆเลย สมมุติว่าเราจะคบใครซักคนหนึ่ง ให้เราลองคิดด้วยภาพ โดยธรรมชาติของมนุษย์เราสามารถที่จะคาดเดาได้ว่า ถ้าพูดสิ่งนั้นออกไป ฝั่งตรงข้ามจะตอบสนองกลับมาอย่างไร [พลังจิตของมนุษย์]

พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เคยบอกพระอานนท์ที่กังวลว่าพุทธศาสนาจะยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่ ในวันที่พระพุทธเจ้าได้จากไปแล้ว ไว้เลยว่า "ถ้ายังมีคนจดจำเรื่องสติปัฏฐาน 4 ได้พุทธศาสนาจะยังคงยั่งยืนตลอดไป" 

อินทรีย์ 5 สติ สมาธิ-วิริยะ สัททา-ปัญญา ("-" ตือมาควบคู่กัน) พระพุทธเจ้าเน้นเรื่องวิริยะขอให้เราคิดดี มีความวิริยะ คอยยังประโยชน์ให้กับตัวเราและผู้อื่น เรื่องความคิดเป็นสิ่งที่ต้องระวังมาก ถ้าเราไม่ควบคุมความคิดเนี่ยส่วนใหญ่มันจะเป็นแต่ความคิดที่ไม่ดี เต็มไปด้วย วิวรณ์ 5 ตัวอิจฉา ริษยา, อาคาต พยาบาท, ง่วงหงาวหาวนอน, ฟุ้งซ้าน, กามตันหา ความสงสัยลังเล เกิดขึ้นตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าจะให้เรามีสติตลอดเวลา ถ้าเรามีสติความคิดไม่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้ 
"มีแสงส่วงต้องไม่มีความมืด มีความมืดต้องไม่มีแสงสว่าง" Zero Sum Game 
ฝึกจิตของเรา คนที่มีการฝึกจิตมากๆจะมองโลกในแง่ดี มีความเปร่งปรัง มีความสดชื้น เขามีความทุกข์หากแต่ไม่ใส่ใจกับมัน ให้ไปลองคิดดูว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นจริงหรือไม่

ข้อที่ 6. จินตนาการ

จินตนาการ (Imagine) หลายคนบอกว่าฝันกลางวันหรือเปล่า (Day Dreaming) สิ่งที่แตกต่างคือฝันกลางวัน ฝันหลายร้อยเรื่องในเวลาเดียวกัน แต่จินตนาการก็คือเพียงเรื่องเดียว 
ให้จินตนาการเรื่องเดียวหลายแง่มุม จดจ่อต่อวัตถุประสงค์ เป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน
และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่า ฉันจะต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จให้ได้
ค่อยๆคิดและคิดด้วยภาพหรือมโนภาพ


 “อันของสูงแม้ปองต้องจิต ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้ฤๅ

ต้องมีการตั้งจิต ไม่งั้นจิตจะไม่เดินชีวิตจะเบื่อหนาย อยู่ไปวันๆ
จินตนาการเรื่องใดอย่าเที่ยวไปบอกใคร โลกภายนอกมีแต่คนที่สนสัย คิดว่าจะเป็นไปได้อย่างไร

ขอขอบคุณ ดร.บุญชัย โกศลธนากุล มา ณ ที่นี้ด้วย
เรียบเรียงใหม่โดย J. Burananit

Wednesday, August 12, 2015

The Law of Success - Napolean Hill (อธิบายโดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล) [ข้อที่ 1, 2]



เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งผมยังไม่มีโอกาสได้อ่าน แต่ได้ฟังการสรุปจากดร.บุญชัย โกศลธนากุล ซึ่งสรุปไว้ได้ดีมาก เสริมแง่คิดต่างๆตามประสบการณ์ของอาจารย์ เลยอยากจะสรุปเรียบเรียงความคิดซักครั้งหนึ่ง ซึ่งไหนๆก็สรุปแล้วก็อยากจะแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านไปด้วยพร้อมๆกัน หากมีตรงไหนผิดพลาดประการใดพร้อมจะน้อมรับฟังทุกข้อคิดเห็น

หนังสือเล่นนี้ใช้เวลาเขียนถึง 20 ปีเพื่อที่จะสัมภาษณ์คนสำเร็จมากมายจนสรุปเก็นกฎทองคำ (Golden laws) 16 ข้อด้วยกันในบทความนี้จะขอเริ่มแค่ 2 ข้อแรกก่อนนั้นคือ อภิจิตและเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน

"ท่านทำได้ ถ้าท่านคิดว่าท่านทำได้"

ข้อที่ 1 อภิจิต

อภิจิตคือจิตที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ที่มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ความจริงใจต่อกัน คิดดีต่อกันมากกว่า 2 คนขึ้นไปมารวมกัน เพื่อทำงานบางอย่างให้ประสบความสำเร็จ และยิ่งใหญ่ได้

เหมา เจ๋อตุง ก็ยังเคยบอกไว้ว่า "จิตที่หลอมเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ มนุษย์สามารถเคลื่อนภูเขาได้ เปลี่ยนทางเดินของแม่น้ำได้"

เพราะเราไม่ใช้ยอดมนุษย์เราสามารถที่จะจิตตกได้ แต่ถ้ามีคนอีกคนหนึ่งคอยช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน คอยฉุดเราขึ้นมาจากวังวนอกุศลทั้งหลายทั้งปวง เราต้องหา Partners ให้ได้

ฝรั่งมีคำหนึ่งที่สำคัญคือ จงแต่งงานกับคนที่เหมาะสมกับเรา (Marry the right person) คือคนที่เวลาเราอยู่ใกล้ ใช้ชีวิตร่วมกันแล้วมีแต่ความสุข >> จนเกิดความสงบภายใน >> ทำให้จิตสามารถมองทุกอย่าง ด้วยความเป็นจริง ชัดเจนได้ ทำเช่นนี้จะมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง >> เกิดปัญญาขึ้น

ศีล 5 จำเป็นมากๆเลยโดยเฉพาะข้อ 3 และข้อ 4 ถ้าข้อ 3 ผิดข้อ 4 จะตามมาโดยอัตโนมัติเลย จิตจะไม่มีความสงบ กลุ่มอกกลุ่มใจ ระแวง เราจะมีความสุขได้อย่างไร? เราจะต้องรู้ผลกรรมของเราจะเกิดอะไรขึ้น ใช้ทฤษฎี Consequentialism ลองสร้างมโนภาพดูว่าผลจะเกิดอะไร แล้วตัวเรารับผลนั้นได้หรือเปล่า เมื่อนั้นการทำผิดจะสลายหายไป (ให้ศีล 5 เป็นพื้นฐานของทุกอย่างก่อน)

สิ่งที่เหมือนกันย่อมดึงดูดกัน กลุ่มที่นินทาว่าร้ายมักจะจับกลุ่มกัน ขงจื้อบองไว้ว่า "จะคบใครอย่างน้อยที่สุดต้องมีจิตที่เท่าเราหรือสูงกว่าเรา" จิตของคนเรามักจะไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ เราต้องหากัลยาณมิตร มีความเมตตากรุณา ความซื่อตรง ซื่อสัตว์ ไม่หลอกลวง

หาให้เจอคนที่คิดว่าเราจะสามารถแชร์จินตนาการของเราได้ สร้างฝันเราให้เป็นจริง  ควรจะมีคุณธรรมสูงหรือเท่ากับเรา ทำให้จิตวิญญาณของเราสูงขึ้น

ผู้นำจะต้องหล่อหลอมความรู้สึกของทุกคน เป็นเนื้อเดียวกันได้ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน Team work จะเกิดขึ้นได้หัวหน้าต้องดีเสียก่อน ต้องเอื้ออาทร เข้าอกเข้าใจคนอื่นเป็นอย่างดี No One man show

เรื่องตลกคนไทย 1 คนแข่งกับคนญี่ปุ่น 1 คนคนไทยชนะ แต่ถ้าคนไทย 5 คนเจอกับคนญี่ปุ่น 5 คนคนไทยแพ้ เพราะคนไทยทะเลาะกัน กลับไปสู่ความเป็นไทยจริงๆ พูดให้นุ่มนวล ค่อยๆพูด ตัวสติจะทันสิ่งที่เราพูด ปิยะวาจา ค่อยๆพูดทุกอย่างจะราบลื่น

Logic Lead to Conclusion, but Emotion Lead to Action ผู้นำต้องสามารถพูดบางอย่างที่บาดเข้าไปในจิตใจของพนักงานหรือลูกน้อง ให้อยากที่จะมาร่วมงานกัน นี้หละคือหน้าที่ของผู้นำ ต้องใช้มโนภาพว่าพูดจุดไหนถึงจะเร้าอารมณ์

ข้อที่ 2 เป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน

ชีวิตที่ปราศจากเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน มันไม่ต่างอะไรจากขอนไม้ที่ลอยไปมาอยู่บน พื้นผิวของแม่น้ำ ลมพัดซ้ายก็ไปซ้าย ลมพัดขวาก้ไปขวา ลมพัดแรงก็หมุนติ้ว เริ่มถามคำถาม The Hard Question ว่าอีก 5 ปี 10 ปีคุณอยากมีอะไร คุณอยากเป็นอะไร ถ้าไม่มีเป้าหมายชีวิตมันไม่ Enjoy ถ้าเรามีเป้าหมายเราทำงานก็จะมีกำลังใจ เพราะเราจะรู้ว่างานที่เราทำ เป็นบันไดอีกก้าวหนึ่งเพื่อไปสู่จุดหมาย

การจะหาเป้าหมายให้เจอเราต้องถามตัวเองว่า เรามีความถนัดอะไร เราชอบเรื่องอะไร ลูกบอลสองลูกความชอบกับความถนัด ต้องมีการประสานกันอย่างลงตัว เราจึงจะประสบความสำเร็จ เป็นความปรารถนาที่แรงกล้าจากหัวใจ ไม่ใช่จากสมอง มันกินลึกอยู่นานและไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นสมองเราคิดนุ้นนี้ วันนึงฟุ้งซ้านหกหมื่นเรื่อง

ความชอบเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีความถนัดยากที่จะเจริญก้าวหน้า ถ้า"เราต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ ยากแท้ที่จะเจริญและมั่นคง"

หลายคนไม่รู้ว่าตนเองชอบอะไร ขอให้หัดมองความรู้สึกบ่อยๆ ตากระทบสิ่งนี้เกิดความชอบหรือไม่ชอบ เราจะรู้ว่าเราชอบอะไรต้องหัดมองความรู้สึกบ่อยๆ เราจะรู้ว่าเราชอบอะไรให้ตั้งมั่นในสิ่งนั้น สิ่งที่เราชอบจะทำให้เกิด >> ฉันทะ >> จิตตะ >> วิริยะ >> วิมังสา วิ่งครบกันหมดเลยอิทธิบาท 4 เลย

สิ่งที่เราจะได้รับแน่นอนเลยเมื่อเราโฟกัสแล้ว เราจะเกิดความกระตือรือร้น ดั่งแสงแดดที่ผ่านกระจกนูน กระดาษต้องไหม้ และเราจะมีความสุข คนมาแทะมาว่ามาจิกเรา เราก็ไม่สนใจหลอก เพราะมันเสียเวลา และจิตเราจะมีพลังสมาธิ เกิดจุดสติ เพราะจิตรู้ว่าเรากำลังจะทำอะไรอยู่ แค่คำว่าเป้าหมายตัวเดียวทำให้จิตรวมเป็นหนึ่งได้

เป้าหมายที่ดีนั้นชัดเจนมากๆ จะต้องเป็นมโนภาพ มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า จิตมนุษย์จะสื่อถึงจิตใต้สำนึกได้ผ่านทางภาพหรือมโนภาพ ให้เราเขียนใส่กระดาษและแปะติดไว้ในห้องนอน เห็นไปเรื่อยๆ มองไปเรื่อยๆ ทำให้เรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในเป้าหมายของเรา ทุกเสียงที่ผ่านมาได้ยิน ทุกภาพที่เราเห็น ทุกกลิ่นที่เราได้ดม ทุกรสที่เราได้สัมผัส ทุกความรู้สึกที่เราสัมผัส จะเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกได้อย่างรวดเร็ว การตัดสินใจต่างๆเกิดจากจิตใต้สำนึกเลย ให้ Visualization สร้างมโนภาพห้เกิดขึ้นภายในหัวของเรา มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดด้วยภาพจึงติดอยู่กับงานประจำหลายสิบปี

เป้าหมายที่ดีต้องเพื่อคนอื่นด้วย ไม่ใช่เพื่อตนเองอย่างเดียว ทำเพื่อองค์กร เพื่อนร่วมงาน จิตจึงเป็นจิตที่ใหญ่มาก Think Big คิดถึงผู้อื่นจริง เดี๋ยวคุณก็ได้ผลประโยชน์เอง ถ้าเราทำเพื่อความกินดีอยู่ดี ของเพื่อนมนุษย์ เพื่อความสุขความเจริญของคนรอบข้าง ไม่เรารัดเอาเปรียบ จะเป็นพลังจิตที่สูงสุด ไม่มีใครเอาชนะได้

แต่เท่านั้นยังไม่พอเราต้องมีกลยุทธ์ (Strategy) มีกี่ขั้นตอน แต่เท่านี้ก็ยังไม่พอเราจะต้องมีแผนสำรอง (Contingency Plan or Exit Plan) ทุกอย่างมันไม่ง่ายปานนั้นหลอก ทุกอย่างจะมีอุปสรรคมาขวางกั้นเสมอ

คนเราตายไปลงแค่โรงศพและก็จบไป สิ่งที่เหลือคือชื่อเราผู้คนจะยิ้มแย้มแจ๋มใส ผู้คนเสียใจที่เราจากไป จิตมีเป้าหมายในชีวิต ชีวิตน่าอยู่ สนุกขึ้น

1. เป้าหมายต้องมีความท้าทาย ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือเหมือนคนอื่น "ความงดงามของธรรมชาติ คือความหลากหลายของมนุษย์" ถ้าฉลาดอย่าไปอิจฉาเป้าหมายคนอื่น ความรู้เต็มไปหมดในหัวเราจะแปลงเป็นเงินได้อย่างไร
2. ห้ามลักทรัพย์ คนที่ลักขโมยจิตจะไม่สงบ ชีวิตจะไม่เจริญ

หัดตั้งคำถามด้วยจิตที่สงบๆสบายๆ การตั้งคำถามที่ดีเพียง 1 คำถามดีกว่าการมีคำตอบ 100 คำตอบเสียอีก

ขอขอบคุณ ดร.บุญชัย โกศลธนากุล มา ณ ที่นี้ด้วย
J. Burananit

Tuesday, August 11, 2015

“Think and grow rich ความรวยนั้นฟรี” เล่ม 1

[Review] “Think and grow rich ความรวยนั้นฟรี เล่ม 1 [8/10]



จุดเด่น เป็นหนังสือ 2 ภาษาแนวพัฒนาตนเองหรือหนังสือ How to ช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษได้ดี อาจารย์บัณฑิตและทีมงานจะสอดแทรก ความหมายเชิงลึกที่ถ้าเราอ่านภาษาอังกฤษเองอาจจะไม่เข้าใจ ทำให้การอ่านหนังสือของ Dr. Napoleon Hill เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น สุดท้ายคือการสอดแทรกความคิดเห็นจากอาจารย์บัณฑิตเองที่ได้ลงมือปฏิบัติตามหนังสือเล่มนี้

เหมาะกับใคร คนที่มีพื้นภาษาอังกฤษระดับหนึ่งสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้และอ่านแปลไทยเพื่อเทียบความสามารถในการอ่านของตนเอง ส่วนคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงสามารถอ่านทำความเข้าใจกับเนื้อหาภาษาไทยได้ สำหรับคนที่ต้องการพัฒนาตนเอง หนังสือแปลเล่มนี้มีอิทธิพลต่อคนสำคัญของโลกอยู่หลายคนซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงหลักๆอยู่ 2 ท่านด้วยกันคือ บรูซ ลี ในเรื่องการเขียนเป้าหมายซึ่งจะยกกฎ 6 ข้อในหนังสือเล่มนี้มาแบ่งปันเพื่อนในบทความนี้เช่นกัน และอีกท่านคือ ท่านมหาตมะ คานธี ท่านถึงกับติดใจบทหนึ่งของหนังสือเล่มนี้มากจึงทำสำเนาแจกจ่ายให้กับคนทั่วไปในอินเดียได้อ่าน

 สิ่งที่กล่าวในหนังสือเล่มนี้มาจากการศึกษาจากคนสำเร็จหลายพันคนที่ท่านนโปเลียน ฮิลล์ ได้ทำการสัมพาทมา ซึ่งกฎต่างๆต่อไปนี้มาจากคนสำเร็จสุดๆที่มีไม่มากจากกลุ่มคนสำเร็จ มาประโยคแรกก็โดนใจแล้วครับ การทำงานหนักกับการเสียสละไม่ได้เกี่ยวข้องกับความล้ำรวมเท่าไรนัก ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายถึงให้ทุกคนขี้เกียจทำงานหรือเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่อยากให้เราได้ฉุดคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันสร้างคุณค่าให้กับผู้คนได้มากแค่ไหน ไม่เช่นนั้นทำไมกรรมกรทำงานวันละ 8-10 ชั่วโมงถึงจนกว่านักธุรกิจที่ทำงานวันละ 2-4 ชั่วโมงต่อวัน

 

เมื่อความร่ำรวยเริ่มเข้ามา จะมาอย่างรวดเร็วและมหาศาลจนคุณอดคิดไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาความร่ำรวยมันไปหลบอยู่ที่ไหนหมด


 กลับมาสู่ 6 ขั้นตอนแปรความปรารถนาที่จะรวยให้เป็นจำนวนเงิน (ซึ่งเป็นสิ่งที่บรูซ ลีทำอย่างลับๆจนประสบความสำเร็จ)6 ขั้นตอนนี้จะเป็นการสร้างภาพในใจของเราให้ชัดเจน สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก็พอจะมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์บ้าง ถ้ามีเวลาจะทำสรุปไว้ให้เป็นแหล่งอ้างอิง

1.  ตรึงจำนวนเงินที่ชัดเจนให้ขึ้นใจการพูดว่า ฉันอยากได้เงินเยอะ นั้นไม่เพียงพอต้องระบุให้แน่ชัดว่าเราจะมีจำนวนเท่าไร
2.  กำหนดสิ่งตอบแทนที่คุณจะให้อย่างแน่ชัดเพื่อแลกกับเงินที่คุณปรารถนา เราจะมอบคุณค่าอะไรให้กับโลกใบนี้ได้บ้าง (ของฟรีไม่มีในโลก)
3.  กำหนดวันที่แน่นอน ที่คุณตั้งใจจะเป็นเจ้าของเงินที่คุณปรารถนา
4.  สร้างแผนการที่แน่ชัด เพื่อทำให้ความปรารถนาเป็นจริงและเริ่มทำทันที ไม่ว่าคุณจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม
5. เขียน จำนวนเงินที่คุณตั้งใจจะได้รับ ลงบนกระดาษ กำหนดขอบเขตระยะเวลาที่จะได้รับ ระบุว่าคุณต้องทำสิ่งใดเพื่อแลกกับเงิน และอธิบายแผนการที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อรวบรวมเงิน
6.  อ่าน สิ่งที่คุณเขียนออกเสียง วันละ 2 ครั้ง ก่อนนอน และหลังตื่นนอนในขณะอ่าน ให้นึกภาพ รู้สึก และเชื่อว่า ตัวคุณเป็นเจ้าของจำนวนเงินนั้นเรียบร้อยแล้ว

ลองนำกลับไปใช้กับตัวเราเองดูนะครับ ในหนังสือจะช่วยเคลียร์ความคิดของเราเกี่ยวกับเรื่องเงินๆด้วย สำหรับคนที่ยังรู้สึกตะขิดตะขวนใจที่จะพูดว่าตัวเองรวย เรารวยอย่างสุจริต และรวยเพื่อทำในสิ่งดีๆทำให้โลกนี้ดีขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร