Tuesday, August 11, 2015

“Think and grow rich ความรวยนั้นฟรี” เล่ม 1

[Review] “Think and grow rich ความรวยนั้นฟรี เล่ม 1 [8/10]



จุดเด่น เป็นหนังสือ 2 ภาษาแนวพัฒนาตนเองหรือหนังสือ How to ช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษได้ดี อาจารย์บัณฑิตและทีมงานจะสอดแทรก ความหมายเชิงลึกที่ถ้าเราอ่านภาษาอังกฤษเองอาจจะไม่เข้าใจ ทำให้การอ่านหนังสือของ Dr. Napoleon Hill เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น สุดท้ายคือการสอดแทรกความคิดเห็นจากอาจารย์บัณฑิตเองที่ได้ลงมือปฏิบัติตามหนังสือเล่มนี้

เหมาะกับใคร คนที่มีพื้นภาษาอังกฤษระดับหนึ่งสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้และอ่านแปลไทยเพื่อเทียบความสามารถในการอ่านของตนเอง ส่วนคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงสามารถอ่านทำความเข้าใจกับเนื้อหาภาษาไทยได้ สำหรับคนที่ต้องการพัฒนาตนเอง หนังสือแปลเล่มนี้มีอิทธิพลต่อคนสำคัญของโลกอยู่หลายคนซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงหลักๆอยู่ 2 ท่านด้วยกันคือ บรูซ ลี ในเรื่องการเขียนเป้าหมายซึ่งจะยกกฎ 6 ข้อในหนังสือเล่มนี้มาแบ่งปันเพื่อนในบทความนี้เช่นกัน และอีกท่านคือ ท่านมหาตมะ คานธี ท่านถึงกับติดใจบทหนึ่งของหนังสือเล่มนี้มากจึงทำสำเนาแจกจ่ายให้กับคนทั่วไปในอินเดียได้อ่าน

 สิ่งที่กล่าวในหนังสือเล่มนี้มาจากการศึกษาจากคนสำเร็จหลายพันคนที่ท่านนโปเลียน ฮิลล์ ได้ทำการสัมพาทมา ซึ่งกฎต่างๆต่อไปนี้มาจากคนสำเร็จสุดๆที่มีไม่มากจากกลุ่มคนสำเร็จ มาประโยคแรกก็โดนใจแล้วครับ การทำงานหนักกับการเสียสละไม่ได้เกี่ยวข้องกับความล้ำรวมเท่าไรนัก ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายถึงให้ทุกคนขี้เกียจทำงานหรือเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่อยากให้เราได้ฉุดคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันสร้างคุณค่าให้กับผู้คนได้มากแค่ไหน ไม่เช่นนั้นทำไมกรรมกรทำงานวันละ 8-10 ชั่วโมงถึงจนกว่านักธุรกิจที่ทำงานวันละ 2-4 ชั่วโมงต่อวัน

 

เมื่อความร่ำรวยเริ่มเข้ามา จะมาอย่างรวดเร็วและมหาศาลจนคุณอดคิดไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาความร่ำรวยมันไปหลบอยู่ที่ไหนหมด


 กลับมาสู่ 6 ขั้นตอนแปรความปรารถนาที่จะรวยให้เป็นจำนวนเงิน (ซึ่งเป็นสิ่งที่บรูซ ลีทำอย่างลับๆจนประสบความสำเร็จ)6 ขั้นตอนนี้จะเป็นการสร้างภาพในใจของเราให้ชัดเจน สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก็พอจะมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์บ้าง ถ้ามีเวลาจะทำสรุปไว้ให้เป็นแหล่งอ้างอิง

1.  ตรึงจำนวนเงินที่ชัดเจนให้ขึ้นใจการพูดว่า ฉันอยากได้เงินเยอะ นั้นไม่เพียงพอต้องระบุให้แน่ชัดว่าเราจะมีจำนวนเท่าไร
2.  กำหนดสิ่งตอบแทนที่คุณจะให้อย่างแน่ชัดเพื่อแลกกับเงินที่คุณปรารถนา เราจะมอบคุณค่าอะไรให้กับโลกใบนี้ได้บ้าง (ของฟรีไม่มีในโลก)
3.  กำหนดวันที่แน่นอน ที่คุณตั้งใจจะเป็นเจ้าของเงินที่คุณปรารถนา
4.  สร้างแผนการที่แน่ชัด เพื่อทำให้ความปรารถนาเป็นจริงและเริ่มทำทันที ไม่ว่าคุณจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม
5. เขียน จำนวนเงินที่คุณตั้งใจจะได้รับ ลงบนกระดาษ กำหนดขอบเขตระยะเวลาที่จะได้รับ ระบุว่าคุณต้องทำสิ่งใดเพื่อแลกกับเงิน และอธิบายแผนการที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อรวบรวมเงิน
6.  อ่าน สิ่งที่คุณเขียนออกเสียง วันละ 2 ครั้ง ก่อนนอน และหลังตื่นนอนในขณะอ่าน ให้นึกภาพ รู้สึก และเชื่อว่า ตัวคุณเป็นเจ้าของจำนวนเงินนั้นเรียบร้อยแล้ว

ลองนำกลับไปใช้กับตัวเราเองดูนะครับ ในหนังสือจะช่วยเคลียร์ความคิดของเราเกี่ยวกับเรื่องเงินๆด้วย สำหรับคนที่ยังรู้สึกตะขิดตะขวนใจที่จะพูดว่าตัวเองรวย เรารวยอย่างสุจริต และรวยเพื่อทำในสิ่งดีๆทำให้โลกนี้ดีขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร 

Saturday, July 25, 2015

ครูสมพร คนสอนลิง



ระหว่างคนเก็บมะพร้าวกับลิงเก็บมะพร้าว คนลงมาบาดเจ็บค่ารักษามากกว่าลิงเก็บแน่นอน แต่ปัญหาก็คือลิงไม่รู้ว่าลูกมะพร้าวลูกไหนควรเก็บหรือไม่ควรเก็บ พอเก็บผิดชาวสวนก็จะลงโทษลิง แต่ลิงมันก็ไม่รู้เพราะไม่มีใครสอนมัน ครูสมพรทนไม่ได้ก็เลยเปิดสถาบันสอนลิงขึ้นมา


Friday, July 24, 2015

เรื่องเล่าของคานธี


วันนี้ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวจาก Mr.Jeff Li ผู้ก่อตั้ง KIPP มีเรื่องหนึ่งที่กินใจผมมากและอยากจะแบ่งปันให้เพื่อนๆ คุณลีอธิบายให้เราเข้าใจถึงคำว่า "Be the change" โดยเล่าในสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าซ้ำอีกครั้งต่อไปนี้

มีเด็กอยู่คนหนึ่งชอบกินน้ำตาลมาก แม่รู้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นต่อไปมันจะไม่ดีแน่ เลยพยายามทำทุกวิธีแต่ก็ไม่สามารถทำให้เด็กคนนี้เลิกกินน้ำตาลได้ แต่แม่รู้ว่าคานธีเป็นไอดอลของเด็กคนนี้ ถ้าให้คานธีบอกให้เลิกกินน้ำตาล เขาคงจะฟังและทำตามแต่โดยดี

แม่และเด็กก็ได้เดินทางไปไกลเพื่อไปหาท่านมหาตมา คานธี แม่ขอให้คานธี ช่วยบอกเด็กคนนี้ทีเถิดให้เขาเลิกกินน้ำตาลเสียที ท่านคานธีมองหน้าแม่และมองหน้าเด็ก แล้วบอกกลับไปว่าให้ทั้งคู่กลับไปก่อนแล้วอีก 2 สัปดาห์ค่อยกลับมาหาใหม่

แม่ก็งงมาก แต่คานธีพูดอะไรทุกคนก็จะฟัง ทั้งคู่จึงกลับไปผ่านไป 2 สัปดาห์เด็กก็ยังคงกินน้ำตาลอยู่ แม่และเด็กจึงกลับไปหาคานธีใหม่ แล้วบอกว่ารอไป 2 สัปดาห์แล้วเจ้าหนูยังไม่เลิกกินน้ำตาลเลย ท่านคานธีก็มองหน้าแม่แล้วหันไปหาเด็กน้อยแล้วพูดว่า เจ้าหนูเลิกกินน้ำตาลเถอะ เด็กน้อยพยักหน้าแล้วเดินกลับไป

แม่ก็งงมากขึ้นไปอีก งงเหมือนกับที่พวกเราทุกคนกำลังงงอยู่ตอนนี้ นี้มันปริศนาธรรมอะไรกันแน่ ทำไมท่านไม่บอกให้เด็กน้อยเลิกน้ำตาลในครั้งแรกที่เจอทำไมต้องให้ทั้งคู่ลำบากเดินกลับไปกลับมา

ท่านก็บอกว่า เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วท่านบอกให้เด็กเลิกน้ำตาลไม่ได้หลอก แต่ตอนนี้ท่านทำได้แล้วเพราะท่านได้เลิกทานน้ำตาลแล้ว

อันที่จริงเรื่องนี้ผมเคยได้ยินมาครั้งหนึ่งแล้วแต่ไม่รู้ซึ้งกินใจเท่าครั้งนี้ ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้แทบจะนำมาใช้ได้ทันที่ ไม่ไกลตัวมากนักเราอยากให้คนที่เราทำงานด้วยมาตรงเวลา แต่ถามว่าตัวเราเป็นคนตรงต่อเวลาหรือไม่

สุดท้ายแล้วเราลองกลับไปอ่าน Quote ที่เป็นรูปของบทความนี้ดู เราจะเข้าใจเรื่องนี้กระจ่างในทันที :D

Wednesday, July 22, 2015

เบื้องหลังความสำเร็จโน้ต อุดม แต้พานิช


     ที่บ้านเปิดเดี๋ยว 9 ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่ดูแล้วขึ้นไปอ่านหนังสือแต่ดันติดนั่งยาวเลย แต่ถ้าฟังไปคิดไปมีเรื่องที่น่าสนใจเกิดขึ้นในใจของผม ในความจริงเรื่องบางเรื่องที่พี่โน้ตเล่าชีวิตของตัวเอง ถ้าให้เราเล่าเรื่องราวเดียวกันจากเรื่องตลกอาจจะกลายเป็นเรื่องเศร้าได้เลย

     ระหว่างดูก็เกิดคำถามในใจขึ้น ประวัติคุณตันรู้จากการอ่านหนังสือ ประวัติคุณต๋อบเถ้าแก้น้อยรู้เพราะคนพูดกันเยอะมาก แต่ประวัติพี่โน้ตแทบจะไม่รู้เลย และมันจะดูอัศจรรย์มาก ถ้ามีคนมาบอกเราในช่วงเวลาเดียวกับรูปนี้จะประสบความสำเร็จ จัดแสดงเดี่ยวมีคนมาฟังรอบละ 3000 คนจัดครั้งละ 16 รอบ เรียกได้ว่าแทบจะมีคนยอมเอาเงินมายัดใส่มือคุณโน้ต และขอให้เขาจัดแสดงเดี่ยวให้

     ก็ลองค้นหาข้อมูลในเน็ตดูแต่เหมือนจะไม่ค่อยมีใครสนใจประวัติของพี่เขาเท่าไหร่ ขอยกให้พี่โน้ตเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ ประวัติที่รู้มาคราวๆ พี่โน้ตเริ่มจากการเป็นนักวาดการ์ตูน ไปเป็นนักแสดง แล้วผันตัวไปเป็นนักเขียนเพราะความที่เป็นคนรักการอ่าน และเข้าสู่วงการบันเทิงหนึ่งในนั้นคือ ยุทธการขยับเหงือก จนเห็นสแตนอัพคอมเมดี้ครั้งแรกและสร้างเดี่ยวไมโครโฟนขึ้นมา

     การได้รู้ประวัติของคนสำเร็จจะทำให้เราเห็นว่าความสำเร็จมีกระบวนการขั้นตอนการเติบโต หลายคนพยายามหาทางลัด ลดกระบวนการ ลดเวลาความสำเร็จให้สั่นลง สร้างความสำเร็จเพียงเปลือกนอกแต่ไม่ได้ออกมาจากภายใน เมื่อเวลามาถึงความสำเร็จนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน

Monday, July 20, 2015

การนำเสนอตัวเองสำคัญไฉน Elevator Pitch

fpm3.com
     Elevator Pitch คือการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจของคุณให้ผู้มุ่งหวังฟังภายในระยะเวลา 30 วินาที ถามว่ามันสำคัญมากไหมที่เราจะต้องฝึกฝนเรื่องนี้ บางคนคิดว่าการเข้าไปทักคนเป็นงานของการขายสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ใช่แม้แต่พนักงานบริษัทก็สามารถใช้ความสามารถนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ คุณอาจจะเล่าไอเดียใหม่ให้กับผู้บริหารฟัง เมื่อคุณมีโอกาสเจอผู้บริหารในสถานการณ์ที่เหมาะสม ทักษะนี้อาจทำให้คนที่ไม่ได้เก่งกว่าคุณแต่นำเสนอได้ดีกว่าก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้มากกว่า

     Elevator Pitch สำหรับผมไม่ใช่การเสนอเพื่อขายสินค้าหรือขายตัวเองให้คนอื่นซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถที่จะนำเสนอตัวเราเพื่อมองหาความต้องการทางธุรกิจของเราได้

     เนื่องจาก Elevator Pitch มีเวลาเพียงประมาณ 30 วินาทีเท่านั้น เราจึงต้องพูดให้น่าสนใจ น่าจดจำและกระชับได้ใจความ ในบทความจะแนะนำเป็นแนวทางเบื้อต้นให้กับคุณผู้อ่านทุกคน

6 ขั้นตอนการสร้าง Elevator Pitch

     1. หาเป้าหมายของเราให้เจอเสียก่อน

     เริ่มต้นการเป้าหมายว่าคุณต้องการพูดสิ่งนี้เพื่ออะไร เพื่อโอกาสทางธุรกิจ? เพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ? เพื่อความร่วมมือทางธุรกิจ?

    2.  บอกว่าคุณทำอะไร ไม่ใช่คุณเป็นอะไร

     "ผมเป็นนักวางแผนทางการเงิน" "ฉันเป็นนักบัญชี" จะดีกว่าไหมถ้าเราเล่าเรื่องราวของเราให้น่าสนใจขึ้นเป็นแบบนี้ "ผมเป็นนักวางแผนทางการเงิน ผมทำให้แน่ใจว่าลูกค้าจะมีชีวิตยืนยาวไปพร้อมกับเงินของเขา" เล่าในทางที่เราอยากให้คู่สนทนาจดจำเรา ใส่เรื่องสถิติหรือความสำเร็จที่เราทำ ความตื่นเต้นสำคัญมาก ถ้าเราไม่ตื่นเต้นคนฟังก็ไม่ตื่นเต้นเช่นกัน ข้อควรระวังเมื่อเราคิดบทพูดขึ้นมาแล้วพยายามพูดให้เป็นธรรมชาติที่สุด

     3. สื่อสารเรื่องความพิเศษของตัวเราหรือธุรกิจของเรา

     หาให้เจอว่าอะไรคือจุดแข็งของเรา และมันจะสร้างรายได้ให้กับเราได้อย่างไร และที่สำคัญเรามีความรัก (passion) ในสิ่งนั้นจะยิ่งเป็นแต้มต่อให้กับเราได้ในระยะยาว

     4. ถามคำถามปลายเปิด สร้างความมีส่วนร่วม

     เป็นโอกาสให้เราสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสนธนา หาความต้องการของเขาได้ รูปแบบการสนทนาเปลี่ยนไปตามคู่สนทนาของเรา หากเรามีความสามารถในการอ่านคนได้จะช่วยได้มาก คนนี้ชอบการชมหรือชอบให้เข้าประเด็นทันที

     5. รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน

     หลังจากคิดสิ่งที่จะพูดทั้งหมดแล้วให้รวมสิ่งที่ต้องการจะสื่อ แล้วทดลองพูดให้ไม่เกิน 20 - 30 วินาที หากเกินกว่านี้ ความน่าสนใจในการนำเสนอของเราจะเสียไป ลองตัดบางสิ่งที่ไม่จำเป็นในบทสนทนาของเรา

     6. ฝึกฝน

     ทำซ้ำ, ทำซ้ำ, ทำซ้ำ และ ทำซ้ำ ฝึกฝนจนชำนาญการที่ทำซ้ำ ทำให้เราเกิดความมั่นใจมากขึ้นและพร้อมรับกับสถานการณ์ที่เราไม่คาดได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ลองฝึกฝนกับหน้ากระจกว่าภาษากายของเราดีแล้วหรือยัง ลองดูว่าการยิ้มตอนช่วงไหนกำลังดี ดูเป็นคนมีความมั่นใจ น่าเกรงขามและอ่อนโยนในขณะเดียวกัน และที่สำคัญพยายามออกสนามบ่อยๆ คนที่ซ้อมกับตัวเอง กับคนที่ซ้อมกับสร้าง ประสบการณ์แบบหลังทำให้เราเติบโตได้มากกว่า


แหล่งข้อมูล: http://www.mindtools.com/pages/article/elevator-pitch.htm,
http://www.forbes.com/http://www.fastcompany.com