Friday, August 21, 2015

Teach for Thailand - Institute day 3

บันทึกการเดินทางตอนที่ 3: ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักผอ.

อ่านบทความตอนที่แล้ว Teach-for-Thailand-institute-day-2



ทำไม Teach for Thailand ไปสอนเด็กในกรุงเทพ แต่ไม่ไปสอนบนดอย มีคนที่เคยเดินทางไปสอนเด็กบนดอย เล่าให้ผมฟังว่า "เราไม่ได้ขึ้นไปเพื่อเติมเต็มให้พวกเขา พวกเขาต่างหากที่เติมเต็มคนเมืองอย่างพวกเรา"

ในการเดินทางครั้งนี้เราจะได้พบกับ สองผอ. ที่น่าอัศจรรย์ใจถึงสองท่านด้วยกัน ในสองโรงเรียน ที่มีสองขนาดต่างกัน โรงเรียนขาแหย่งพัฒนา และโรงเรียนห้วยไร้สามัคคี ระวังไว้แล้วคุณจะหลงรักสถานที่แห่งนี้ "ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักผอ." ผมอยากให้คนที่เป็นคุณครูใหม่ พ่อแม่ที่ต้องสอนลูก และทุกคน ได้ขึ้นไปเห็นสองโรงเรียนนี้ ได้พูดคุยกับผอ. มันเปิดโลกด้านการเรียนรู้ได้มากจริงๆ

สา-หวัดดีครับพี่ ป.5 สา-หวัดดีครับน้องๆทุกคน

เดินทางไม่ไกลจากที่พักด้วยรถตู้ เราก็มาถึงโรงเรียนขาแหย่งพัฒนา เราขึ้นมาเช้าเพื่อให้ทันเห็นเด็กเคารพธงชาติในตอนเช้า ขอเกริ่นให้เห็นภาพซักเล็กน้อย เด็กที่มาโรงเรียนนี้มาจากชนเผ่าที่แตกต่างกัน ซึ่งใช้ภาษาไม่เหมือนกัน และเด็กที่เข้ามาใหม่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับชนเผ่าเล็กน้อย

เด็กเหล่านี้เมื่อเติบโตขึ้น อาจจะต้องเข้าไปทำงานในเมือง เมื่อก่อนจะเป็นปัญหามากเพราะพวกเขาพูดภาษาไทยไม่ได้ และคนเมืองมองว่าคนบนดอยนั้นเนื้อตัวสกปรก โรงเรียนขาแหย่งก็มีรูปแบบการสอน เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้

เด็กๆจะนั่งล้อมเป็นวงกลม ตั้งใจเรียน กล้าแสดงออกถึงความอยากเรียนสูงมาก

บอกได้เลยว่าเกินคาดและน่าประทับใจมากสำหรับโรงเรียนนี้ โดยเฉพาะ ระบบการสอนแบบ Montessori ในเด็กระดับชั้นอนุบาล ใช้ชั้นเรียนเด็กอนุบาล 1-3 จะเรียนในชั้นเดียวกัน รุ่นน้องจะเห็นแบบอย่างจากรุ่นพี่ รุ่นพี่จะเป็นแบบอย่างที่ดีและคอยช่วยสอนรุ่นน้อง

เขามาถึงห้องคุณครูให้นักเรียนทำสมาธิ โดยการให้ทำท่าตามเพลงช้า ก่อนที่จะหลับตาเข้าสู่สมาธิ ซึ่งเหมือนกับที่ผมไปปฏิบัติธรรมเลย เราไม่ได้อยู่ดีๆเข้ามานั่งสมาธิเลย มีการเดินจงกลมก่อนนั่งสมาธิ สาเหตุที่ให้นักเรียนนั่งสมาธิก่อนเริ่มเรียนเขาบอกว่า ตอนเช้าเด็กเล่นมาเยอะมาก จึงใช้กิจกรรมนี้ให้พวกเขาสงบลง เด็กในวัยนีเก่งมากที่นิ่งได้ขนาดนี้

คุณครูเริ่มจากให้เด็กไปหยิบชื่อเพื่อน ที่เป็นภาษาอังกฤษ ไปวางไว้หน้าเพื่อน แล้ววิ่งไปหยิบตัวอักษรมา 1 ตัวที่แขวนอยู่ในห้อง เขาสอนภาษาอังกฤษเด็กได้น่าสนใจมาก ที่นี้ไม่ได้สอนให้เด็กท่อง A-Z แต่ให้เด็กรู้จักเสียงของแต่ละตัวอักษรแทน เช่น "P" ออกเสียงว่า "พะ" "E" ออกเสียงว่า "เอะ" ซึ่งมัน Make sense มากเลยเพราะว่า ถึงรู้ว่าตัวอักษรชื่ออะไรก็ไม่ได้ช่วยให้ออกเสียงได้

หลังจากครูสอนภาษาอังกฤษแล้ว ครูก็ในนักเรียนท่อง 1-10 ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาลาบา(ภาษาชนเผ่า) ภาษาจีน โอ้แม่เจ้าจะเก่งไปไหนจบไปพูดได้ 4 ภาษา ถึงตรงนี้ผมขอขั้นรายการซักแปบนีง ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงดูถูกพม่า ดูถูกคนเขมรอยู่ ซึ่งคนเหล่านี้กำลังแย่งอาชีพจากคนไทยไป เพราะพวกเขารู้ภาษาไทยเช่นกัน เรื่องภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญ

ก่อนจะปล่อยให้เด็กไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือเรียนแบบ Montessori ครูก็นำของเล่นสอนการหั่นแตงกวา มาสอนเด็กๆ ของเล่นเพื่อการเรียนรู้ในห้องนี้มีเยอะมาก และแทบทั้งหมดทำจากไม้ เพื่อความทนทานใช้ได้นาน ถึงแม้จะแพงก็ตาม

ตารางสำหรับสอนการบวกลบเลข
ถ้ามีเวลาผมว่าจะศึกษากระบวนการคิด ที่ของเล่นต่างๆสอนให้เด็ก โดยเฉพาะเลข ในฐานะที่เคยเป็นอาสาสมัครสอนเด็กในต่างจังหวัด จะผลว่าหลายๆคนมีปัญหาเรื่องการ บวก ลบ คูณ หาร เลขมากๆ มีเพื่อนผมข้างๆบอกว่านี้เป็นคำตอบ ที่เธอพยายามตามหาตาโดยตลอด การสอนเลขโดยให้เด็กคิดในใจ อาจจะไม่ถูกต้อง ผมไม่เคยนึกเลยว่าการคิดในใจสำหรับเด็ก มันเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับพวกเขา ของเล่นหลายชิ้นทำให้เลขเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ซึ่งผมชอบมันมากๆ


ของเล่นสอนการใช้ตัวล็อคพลาสติก
เรื่องทักษะในการใช้ชีวิตประจำวันก็สำคัญเช่นกัน งานบางอย่างเช่นการติดกระดุม อาจจะรู้สึกว่าง่ายในความคิดของเรา แต่มันยากมากถ้าเรามองในมุมของ เด็กตัวเล็กๆที่ไม่ได้มีแรงมากนัก ถ้าเป็นตัวล็อคพลาสติกถือได้ว่าท้าทายมากๆ เมื่อเด็กเหล่านี้มีทักษะในด้านต่างๆเพิ่มขึ้น เขาก็จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองได้อีกด้วย ผมยังจำได้ในวัยเด็กผมใช้เวลานานมาก ในการสังเกต ว่าแม่ผูกเชือกรองเท้ายังไงให้ผม แม่ไม่เคยสอนว่ามันผูกอย่างไร แต่ผมก็เรียนรู้ได้เองและวันหนึ่งก็ผูกได้สำเร็จ เด็กมีศักยภาพสูงมาก อยู่ที่สภาพแวดล้อมจะเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กหรือเปล่าเท่านั้น พูดแล้วควรจะกลับไปอ่าน "วิชาความคิดที่คุ้มค่าหน่วยกิตที่สุดในโลก" อีกรอบน่าจะดี

ห้องถัดมาคือห้องเด็กพิเศษ เด็กในห้องนี้เรียนไม่ทันเพื่อนในชั้นเรียน ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นๆจะปล่อยให้พวกเขาอยู่ในระบบเดิม บางคนก็เรียนไม่ได้ลาออกไป สิ่งที่ครูสอนในห้องนี้คือการทำโครงงาน เด็กที่ไม่เก่งด้านวิชาการ ใช่ว่าจะไร้ความสามารถ หลายๆคนเก่งในทักษะที่ประกอบอาชีพได้เช่น เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้

คุณครูจะสอนจาก Why เหตุผลที่พวกเขาจะต้องไปเลี้ยงหมู ทำเป็น Mind map ออกมาโดยให้พวกเขาคิดเอง For what เลี้ยงหมูไปเพื่ออะไร และพวกเขาจะเรียนรู้กระบวนการเลี้ยงหมู และเน้นการสอนภาษาไทย คณิตศาสตร์

ครูในห้องก็สอนพวกเราว่า สิ่งที่ครูส่วนใหญ่มักทำผิดพลาดก็คือ การตกเป็นทาสของตำรา เอาตำรามาสอนแทนที่จะสอนความจริง การสอนให้ใช้คำถามนำ การเขียนวันที่ ขีดเส้นใต้ ให้พวกเขาคิดเองว่าจะเขียนอย่างไร ต้องรู้เอง ไม่มีถูกไม่มีผิด



ต่อมาที่ห้องภาษาไทย ก่อนเริ่มเรียนจะมีการ Warm สมองด้วยการใช้มือทำท่าตามเพลง จนถึงวันนี้ผมก็ยังทำตามไม่ได้ซะที ในห้องเรียนใช้สื่อต่างๆช่วยในการสอน และเห็นได้ชัดเลยคือสภาพแวดล้อมในห้อง แหล่งความรู้มีเต็มไปหมด

จากการสังเกตห้องทั้งสามห้อง มันทำให้ผมนึกย้อนกลับไป เห็นถึงความผิดพลาดต่างๆมากมาย ในการสอนต่างๆ ยังมีสิ่งที่ต้องฝึกฝนอีกมากมาย



ก่อนจากโรงเรียนขาแหย่ง พวกเราได้มีโอกาสคุยกับผอ. ที่คิดต่างทำเพื่อเด็กอย่างแท้จริงมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ผมขอแยกไว้ดังนี้

  1. เรื่องสภาพแวดล้อม ในโรงเรียนจะพยายามทำสภาพแวดล้อมให้เหมือน สภาพแวดล้อมภายนอกโรงเรียนให้มากที่สุด 
    1. สิ่งแรกที่ผอ. ยกเลิกคือ ถาดหลุม ในชีวิตจริงแทบจะไม่มีที่ไหนเลยที่มีถาดหลุม นอกจากทหารและเราไม่ใช้ทหาร 
    2. สิ่งต่อมาคือยกเลิกการที่แม่ครัวตักอาหารให้ เพราะเหมือนสภาพแวดล้อมของลูกจ้าง ที่ต่อแถวรับอาหาร 
    3. เด็กต้องล้างจานเองตั้งแต่อนุบาล
    4. สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็ก แต่ต้องระวังที่อย่าติดกับการอยู่ห้องเรียนมากเกินไป (ห้องที่นั่งเรียนไม่ได้เหมาะกับการนั่งเรียนนาน เพราะมีไว้ให้ ยืน เดิน นั่ง นอน)
  2. ผอ. เป็นคนที่ดีมาก แต่ก็เคยทำผิดพลาดจากสิ่งนี้ โรงเรียนที่ผอ. ได้เคยไปดูแลมาก่อนหน้าที่จะมาอยู่ที่นี้ เขาทำเองทุกอย่าง ทุกงานที่มีในโรงเรียน คนที่นั้นรักผอ. มากแต่ในวันที่ผอ. จากไป (หมายถึงย้ายโรงเรียนไป) เหมือนเราทำร้ายพวกเขา เพราะพวกเขาทำอะไรไม่เป็นเลย จงอย่าทำงานเองทุกอย่างเองทั้งหมด สอนงานคนอื่นให้ทำหน้าที่แทนเราได้ และพร้อมในวันที่เราจากไป
  3. การทำงานใน TFT 2 ปีเราจะต้องเจอกับข้อจำกัดมากมาย ทรัพยากรทั้งเงินและเวลา ในความเป็นจริงถึงมีเงินมากเท่าไรก็ไม่เพียงพอ หากขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสม
สุดท้าย ผอ. ฝากเบอร์โทรไว้ด้วยใครอยากได้ก็หลังไมค์นะครับ 555 ชอบผอ.คนนี้จัง

พักครึ่ง

ช่วงบ่ายพวกเราเดินทางไปต่อที่โรงเรียนห้วยไร้สามัคคี ผมมาถึงก็เข้าไปฟังบรรยาย Introduction จากผอ.โรงเรียนห้วยไร้สามัคคี (ผอ. หน้าเด็กมาก นึกว่าเป็นรองผอ.)ช่วงนี้ผมหลับ 555 ผอ. ก็สอนพวกเราเกี่ยวกับวิธีการเข้าไปสังเกตห้องเรียน ว่าพวกเราต้องดูอะไรบ้าง จดอย่างไร ก่อนจะออกไป ผอ. ได้ทิ้งปริศนาเกี่ยวกับ ธงชาติในหอประชุม ตู้หนังสือท้ายหอประชุม ป้ายชื่อที่อยู่ที่พื้นหอประชุม ซึ่งจะมาตอบในตอนท้าย

ขนมอร่อยมากอยากกินอีก อิอิ
กลับมาถึงก็มาทานขนมอร่อยมาก reflection กันว่าแต่ละคนไปดูห้องมาเป็นอย่างไรบ้าง พอดีห้องที่ผมไปสังเกต จัดการเรียนการสอนแบบปกติ สอนตาม Slide เลยไม่ได้มีประเด็นอะไรมากนัก เป็นการเรียนรู้แบบ Teacher center คือยึดหลักครูเป็นคนเลือกความรู้ที่จะมอบให้

แต่ก็มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ได้มีโอกาส เข้าไปสอนแทนครูในวิชานั้นเพราะครูไม่มาสอน และได้เก็บ Feedback ครูที่พวกเขาอยากเรียนด้วยเป็นอย่างไร บอกกระดาษให้พร้อมสายตาเหมือนบอกกับพี่ที่อยู่ในห้องนั้นเลยว่า "พี่ครับ/ค่ะ พี่เป็นครูแบบนี้นะ"

สุดท้ายผอ.ที่นี้สอนอะไรพวกเราไว้เยอะมาก ผอ.แสดงให้เห็นว่าเขาศึกษาเยอะมาก ตอบคำถามของ Fellows ด้วยข้อมูลที่มีจริง ขอแยกเป็นข้อๆอีกเช่นเคยมีดังต่อไปนี้

  1. ผอ. พูดถึงคำสองคำคือ Big idea และ Concept ท่านถามเราว่า 
    1. ครูไทยเอารูปความมาให้นักเรียนดู และบอกว่านี้คือควาย ใช่ Concept ไหม?
    2. ครูเวียดนามจูงความมาในนักเรียนเห็น และบอกว่านี้คือควาย ใช่ Concept ไหม?
    3. มีรูปสัตว์มากมายและให้เด็กคัดแยกกลุ่ม และสอนว่าหนึ่งในนั้นคือควาย ใช่ Concept ไหม? ข้อ 1,2 คือ Big idea ข้อ 3 คือ Concept เข้าใจไหมครับ 555
  2. ปริศนาภายในหอประชุม จะเห็นความน่าทึ่งว่าเวลาเคารพธงชาติเราทำอะไรได้เยอะขนาดนี้เลยหรือ? เป็นอย่างไรลองอ่านดูตามลำดับเวลาต่อไปนี้
    1. ธงชาติที่อยู่ในหอประชุม จริงๆแล้วคือการเคารพธงชาติในร่ม นักเรียนทุกคนจะต้องมายืนที่ป้ายชื่อ ที่มีชื่อ เบอร์ติดต่อผู้ปกครองเรียบร้อย ใครหายไปก็สามารถโทรตามได้เลย 
    2. ที่นี้มีหนังสืออยู่ด้านหลัง ผอ. จะอ่านหนังสือเป็นตัวอย่างให้เด็กดูระหว่างรอเข้าแถวเสมอ เด็กจะรักการอ่านเอง และเกรงใจไม่ส่งเสียงดัง รบกวน
    3. หลังเคารพธงชาติจะมีนักเรียนมาเล่นกีต้าเป็นเพลง เพื่อขอบคุณพระเจ้า (ที่นี้นับถือศาสนาคริสต์)
    4. หลังจากนั้นจะนั่งสมาธิ ให้เด็กกำหนดจิตไล่แสงไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย และมี Self-talk กับตัวเอง
    5. ตามด้วยการอ่านหนังสือ เด็กจะไปหยิบหนังสือที่ตัวเองชอบด้านหลังมาอ่าน เด็กที่นี้อ่านหนังสือกันเยอะมาก ถึงกับถาม ผอ. ว่าหนังสือใหม่มาหรือยัง (พวกเราก็เอามาบริจาคกันคนละ 2 เล่ม)
    6. คุณครูออกมาเล่าหน้าห้องประชุม บางครั้งก็เป็นคลิปดีๆ
  3. ทุกวิชามีปลายทางของมัน คณิตศาสตร์ >> สอบ Logic, สุขศึกษา >> สอนเรื่องการดูแลสุขอนามัย สุขศึกษาในไทยเด็กที่ได้เกรด 4 ยังคงฟันพุ น้ำหนักเกินอยู่เลย ผอ. ยกตัวอย่างในสิงค์โปว่าที่นั้นเขาไม่มีชั่วโมงเรียนสุขศึกษา แต่เมื่อถึงเวลาสอบทุกคนต้องทดสอบร่างกาย และจะให้คะแนนตามนั้น ทำให้เด็กที่นั้นต้องออกกำลังกายทุกวัน
  4. การแนะแนวที่ดีที่สุดคือให้เขาไปหาอาชีพนั้นเลย อยากเป็นช่างตัดผม พาเขาไปดูและคุยกับช่างตัดผม เขาอาจจะรู้ตัวว่าไม่อยากทำแล้วเพราะต้องยืนทั้งวัน
  5. การจะตักเตื่อนใครแนะนำให้ยึดหลัก "จับถูก 4 ครั้งจับผิด 1 ครั้ง"
กลับมา Session ในช่วงเย็นพี่จอยเปิด Clip : Dick & Rick Hoyt ให้พวกเราดู (ไม่แน่ใจว่าคลิปเดียวกันไหม) เกี่ยวกับพ่อที่ฝึกฝนร่างกายตัวเอง เพื่อลงแข่ง Iron man และพาลูกที่พิการไปในสนามด้วย เพราะลูกสื่อสารบอกว่าอยากไป


สุดท้ายฝากเรื่อง Roger Bannister ไว้สำหรับทุกคน Roger เป็นนักวิ่งที่ทำในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สมัยนั้นบอกว่าเป็นไปไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์ยืนยันไว้แล้วว่า ขีดจำกัดของมนุษย์ไม่สามารถวิ่ง 1 mile ได้เร็วกว่า 4 นาที แต่ในวันนั้น Roger สามารถวิ่ง 1 mile ได้ภายใน 3 นาที่ 59.4 วินาที และที่มากไปกว่านั้นก็มีคนทำสำเร็จและไวกว่าได้เรื่อยๆ หนึ่งในนั้นก็มีนักศึกษาด้วย

ขีดจำกัดของมนุษย์มีอยู่จริงหรือ?
ขอบคุณรูปสวยๆ จากพี่ทีมงาน TFT

Thursday, August 20, 2015

Teach for Thailand - Institute day 2

บันทึกการเดินทางตอนที่ 2: จุดเริ่มต้น

อ่านบทความตอนที่แล้ว Teach-for-Thailand-institute-day-1


อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่ Teach-for-Thailand-institute-day-1

เชียงรายวันที่ 2

เมื่อคืนก่อนผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอน 6 โมงเช้า เพื่อที่จะอาบน้ำและไปกินข้าวให้ทัน แต่สิ่งที่ผิดพลาดก็คือผมตั้งเพลงผิด ปกติจะเป็นเพลงเสียงดังหนวกดู เพื่อทำให้เราตื่นขึ้น แต่ครั้งนี้เป็นเสียงธรรมชาติ สายน้ำ ลมพัดและเสียงนก แต่น่าแปลกว่าวันนี้ผมตื่นขึ้น พร้อมความสงสัยว่าสิ่งมหัศจรรย์ในวันนี้จะเป็นอะไร หรือไม่ก็ผมคงอยากตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

ที่ Hall of Inspiration มีหลายอย่างที่ผมอาจจะไม่ได้เล่าในบันทึกการเดินทางตอนที่ 1 จะขอเล่าผ่านการเดินทางตอนที่ 2 วีนนี้จะมีการสรุปที่ดูงานเมื่อวาน โดยพี่วิทยากรจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง หลังจากนั้นเป็นการทำความเข้าใจกับปัญหา ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ให้มากขึ้น และปิดท้ายด้วยเรื่องราวของคุณ Tony กับโรงเรียนที่ดอยตุง บทความนี้อาจจะหนักหัวนิดนึง เพราะเป็นการคุยกันเรื่อง Idea ซะส่วนใหญ่

การปลูกป่าในพื้นที่จากเดิมเคยแห้งแล้ง จากการทำไร่เลื่อนลอย เผาหญ้า จนกลับมาเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์นั้นไม่ง่ายเลย แต่ที่ยากกว่าคือจะทำยังไงให้ยั่งยืน พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาใหม่ๆ สมเด็จย่าทรงเล็งเห็นว่า ถึงแม้เราจะปลูกป่าไป แต่ถ้าคนในท้องที่ไม่ช่วยกันรักษา ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นอย่างเดิม



สิ่งที่น่าประทับใจในช่วงเช้าสำหรับผม คงเป็นเรื่องการให้ความสำคัญกับ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน"
ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงก็ให้แนวคิด ลำดับขั้นในการพัฒนาไว้ดังนี้

คน >>> เศรษฐกิจ >>> สังคม >>> สิ่งแวดล้อม

จะเห็นได้ว่า "คน" คือจุดเริ่มต้นในการพัฒนาที่สำคัญที่สุด และเพราะคนที่ไม่มีความรู้อีกเช่นกัน ที่จะทำให้ทุกอย่างสูญสิ้นไป ทำไร่ 20 ไร่ เผา 20 ไร่แต่ลามไปเป็น 100 ไร่ ก็เพราะพวกเขาขาดความรู้

ช่วยเขาให้ช่วยเหลือตัวเองได้ ชุมชนก็จะมั่นคง และกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะไปช่วยเหลือคนอื่นต่อ คนกับธรรมชาติจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน มีคนเคยถามสมเด็จย่าว่า ท่านจะลำบากไปทำไม ท่านตอบกลับง่ายๆว่า "คนเดือดร้อน ถ้าเขาเป็นคน เราควรช่วยเขา"

เจาะลึกลงที่คน เราแก้ไขปัญหา 3 ด้านด้วยกัน คือ

ความเจ็บป่วย >>> ความจน >>> ความไม่รู้ (การศึกษานอกห้องเรียน)
[อยู่รอด >>> อยู่อย่างพอเพียง >>> อยู่อย่างยั่งยืน]

ถ้าพวกเขาป่วยเขาก็ทำงานไม่ได้ ถ้าพวกเขายังคงต้องดิ้นรนเลี้ยงปากท้อง ก็ไม่มีใครอยากไปหาความรู้
คนดอยตุงไม่ได้เริ่มจาก 0 แต่พวกเขาเริ่มจากติดลบ เพราะเรื่องของยาเสพติด

ดอยตุงแห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาทั้งประเทศ ในประเทศไทยก็ยังคงมีปัญหาอีกมาก ผมอยากให้ทุกคนมาแข่งขันกับธุรกิจเพื่อสังคมกันมากขึ้น ทุกวันนี้ผมแยกไม่ออกแล้วว่าบริษัททำ CSR หรือ Marketing กันแน่ เรื่องนี้ก็น่าคิดและผมยังหาคำตอบดีๆไม่ได้

ตัวอย่างการสร้างคนด้วยธุรกิจเพื่อสังคมของดอยตุง

โรงเรียนทอผ้า >>> ทอผ้า (ขายได้) >>> ทอแบบยากขึ้น (รายได้เพิ่ม) >>> มีกำไร 
>>> หานักเรียนไปเรียนเพิ่ม >>> โรงเรียนทอผ้า

พี่วิทยากรก็เล่าต่อว่าภาพความคิดที่สวยงามแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นทันที ความร่วมมือเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ถึงตรงนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อสร้างความยั่งยืนด้วยความร่วมมืออยู่ 2 ประเด็นด้วยกัน
อย่างแรก คือ ความคิดที่จะเข้าไปช่วยเหลือและรีบถอนตัวให้เร็วที่สุด โดยคนในท้องที่ยังคงอยู่ได้ ซึ่งจะทำได้ความร่วมมือของคนในท้องที่จะต้องมา ในวันแรกที่โครงการเริ่มต้นขึ้น
อย่างที่สอง คือ เป็นครั้งแรกที่บังคับให้มีความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทุกคนจะต้องลงพื้นที่แก้ไขปัญหาไปพร้อมกันหมด เวลาคนเรามีภาพที่ต่างกัน คุยยังไงก็ไม่ไปในทางเดียวกัน

แล้วทำอย่างไรคนในดอยตุงถึงเข้ามาร่วมมือกันได้? มันเริ่มด้วย 3 ขั้นตอนด้วยกัน เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา (ทั้งสามขั้นตอนไม่จำเป็นที่จะต้องเรียงกัน)

เข้าใจสาเหตุของปัญหา >>> เห็นประโยชน์ของการแก้ >>> อยาก
[ทำให้ดู >>> ทำด้วยกัน (สำเร็จจริง)>>> มั่นใจ]

เข้าใจสาเหตุของปัญหา จากการพูดคุยหาที่มาของปัญหา เช่น หนี้มาจากไหน? น้ำเพียงพอหรือเปล่า? เพาะปลูกได้ไหม? รายได้พอไหม? หลังจากนั้นเราก็เข้าไปทำให้ดู เพื่อบอกเขาว่ามันเป็นไปได้

เห็นประโยชน์ของการแก้ปัญหา โดยการลงพื้นที่ไปด้วยกัน อธิบายแบบให้เด็ก ป.4 เข้าใจง่ายๆ และลงมือทำด้วยกัน เพื่อบอกว่าเขาก็ทำได้เช่นกัน

และความอยากของคนในท้องที่จะกลายเป็นความมั่นใจ

จบไปแล้วกับช่วงแรกเนื้อหาแน่นมาก หยุดพักอ่านได้ตรงนี้ ต่อไปจะเป็นหัวข้อของ Theory of Problem และ Theory of Change


Theory of Problem

ผลสำรวจ PISA (2012) เด็กไทยอายุ 15 ปี รายงานว่า
33% วิทย์ไม่ถึงพื้นฐาน 50% คณิตศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐาน 33% การอ่านจับใจความ
(ขอขยายเล็กน้อย คณิตศาสตร์ไม่ถึงมาตรฐาน บงชี้ว่าเด็กกลุ่มนี้อาจถูกโกงได้ ในการซื้อของ การอ่านจับใจความ จะส่งผลต่อการซื้อยา ใช้ยาผิดประเภท)

ตัวเลขนี้อาจจะไม่เยอะ เราลองมาดูสถิติตัวต่อไปกัน


สถิติอันนี้ผมไม่แน่ใจว่ามาจากไหน แต่อยากให้ลองดูและวิเคราะห์ว่าเราเห็นข้อมูลอะไร จากสถิติตัวนี้บ้าง จุดแต่ละจุแทนสถานะของครอบครัวของเด็ก แบ่งเป็นเป็น 10 ช่วง สีฟ้าคือดีมากและสีดำคือแย่มาก แกนตั้งที่มีตัวเลข แสดงคะแนนของเด็ก...ให้เวลาคิด 24 วินาที

สำหรับผมบอกตามตรงสิ่งที่เห็นคือประเทศไทย ต่ำกว่าที่เหลือทั้งหมด แต่ประเด็นสำคัญคือความเหลื่อมล้ำในสังคม จะเห็นได้ว่าเด็ก 10 - 20% ของประเทศที่มีฐานะทางสังคมดีกว่า จะได้รับการศึกษาที่ดีกว่า คนที่เหลือถึง 2.5 ชั้นปี (ช่วงคะแนน 1 ช่วงคือ 1 ชั้นปี)

หลังจากเกริ่นนำ พี่ก็ให้พวกเราทำ OCS ระดมความคิดกันว่าเราคิดว่ารากของปัญหามันคืออะไร
และจบลงที่ Theory of Change ในฐานะ Fellow (คนที่เข้าไปทำการสอน) และ อนาคต Alumni เราจะไปสร้าง Impact อะไรให้กับสังคมและปัญหาการศึกษาในด้านไหน

ช่วงบ่ายผมได้คำถามสำคัญสองคำถาม
Defining moment และ What is your Hero? เราลองถามคำถามนี้กับตัวเอง ผลที่จะได้ออกมาคือ
Defining moment จะบอกว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน
What is your Hero? จะบอกว่าปลายทางเราอยากจะไปที่ใด
ซึ่งผมก็ยังคงตอบชัดเจนไม่ได้อยู่ดี คิดว่าคงต้องจริงจังกับการหาคำตอบให้มากขึ้น

ต่อมาคุณ Tony ชาวต่างชาติที่มาทำงานอยู่ที่ดอยตุงมาแล้วกว่า 11 ปี ช่วยด้านการศึกษาของที่นี้ จะมาเล่าเรื่องราวของโรงเรียนที่น่าอัศจรรย์ใจ ไม่รู้เพื่อนๆจะตื่นเต้นเหมือนผมไหม จะขอยกรายละเอียดไปเล่าในตอนหน้า Montessori บนดอยตุง








อ่านบทความตอนต่อไป Teach-for-Thailand-institute-day-3

Wednesday, August 19, 2015

Teach for Thailand - Institute day 1

บันทึกการเดินทางตอนที่ 1 ทำไมดอยตุง?



เริ่มการอบรมโมดูล 1 และ 2 ที่เชียงราย ณ ดอยตุง วันแรก

มาถึงแล้วเชียงรายหลังจากนั่งรถโค้ชมา 10 ชั่วโมง สภาพยังไม่ได้อาบน้ำแปรงฟัน แต่ยังไม่ถึงเวลาพักต้องมาที่ศึกษาดูงาน 52 ไร่ก่อน สถานที่ไปดูได้แก่ โรงงานทำกระดาษสา โรงงานทอผ้า โรงงานเครื่องปั้นดินเผาและปิดท้ายด้วยการชิมกาแฟดอยตุง



เริ่มที่โรงงานกระดาษสาก่อน ประทับใจในหลายๆอย่าง ที่นี้แสดงให้เห็นถึงการเข้ากันของความเป็น Global และ Local กันอย่างลงตัว เข้ากันตรงที่สิ้นค้าที่ผลิตจากโรงงานกระดาษสาแห่งนี้ ได้คุณภาพเป็นที่ต้องการระดับโลก บริษัทอย่าง IKEA ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าที่ สั่งทำผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และรายได้เข้าสู่กระเป๋าของคนท้องถิ่น



การผลิตกระดาษสานั้น แต่ก่อนที่ใช้กรรมวิธีแบบของไทย ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องแดดที่ใช้ตากให้แห้ง และการคุมคุณภาพที่ทำได้ยาก ทำให้ค่อยๆมีการพัฒนากรรมวิธี มาเป็นวิธีผลิตแบบญี่ปุ่น แต่ปัญหาก็คือต้องใช้ไม้ไผ่เซกิที่มีราคาแพง นำเข้าจากญี่ปุ่นมาทำตะแกรงจับเยื่อกระดาษ ไม่ทนทานและแพงมากอยู่ที่ 5000 บาทต่อชุด แต่ได้มีการพัฒนานำของพื้นบ้านมาใช้ทำตะแกง ทำให้ลดต้นทุนลงไปได้มากเหลือเพียง 50 บาทต่อชุดและทนทานกว่า

โรงงานกระดาษสาแห่งนี้ก็พัฒนาปรับนุ้นนิดนี้หน่อย ลดการใช้แก๊สโดยใช้กะลาแมคาแดเมีย มาเป็นเชื้อเพลิง ควบคุมการใช้สารเคมีไม่ใช้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ Partner โดยเฉพาะ Ikea ให้ความใส่ใจมากถ้าไม่ผ่านเกณฑ์สินค้าก็ขายไม่ได้ พนักงานที่ทำงานก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เพราะได้เป็นส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม

กระดาษสาที่ได้ก็ผ่านการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นสมุด กล่องของขวัญ พัด ฯลฯ หนังสือเล่มหนึ่ง ถ้าคิดทั้งกระบวนการแล้วใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ฟังดูแล้วเล่มละ 500 บาทก็ยังคุ้มเลย เพราะสมเด็จย่าทรงมองทั้งลึกและกว้าง จึงพยายามพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพระดับ Premium เพราะอยากให้ผู้คนซื้อสินค้าที่คุณภาพ ไม่ใช่เพราะสงสารคนที่ดอยตุง

ในโรงงานต้องใช้ฝีมือพอควร ที่จะกะน้ำหนักของกระดาษได้พอเหมาะ เพื่อให้กระดาษมีความหนาที่เหมาะสม



มาต่อกันที่โรงงานทอผ้า ที่นี้ถือว่าเด็จดวงมากจริงๆ คุณภาพของผ้าที่ได้ถือว่าระดับ Premium มากผ้าพันคอผืนละ 1000 บาทถือว่าไม่แพง แต่พอดีที่บ้านไม่ได้นิยมใส่ก็ขอบายก่อนละกัน แต่เดิมทีการทอผ้าเป็นอาชีพเสริมของคนบนดอยอยู่แล้ว แต่สร้างรายได้น้อยและวิธีการผลิตยังให้ผลผลิตที่น้อยมาก สมเด็จย่าเห็นเช่นนั้น จึงหาผู้เชี่ยวชาญด้านการทอผ้ามาทำการอบรมให้ และยังจัดหาวัตถุดิบที่จำเป็นพร้อมทั้งรับซื้อผ้าอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะถ้าทอผ้าเก่งแต่ขายไม่ได้ ไม่ได้ราคาคนทอผ้าก็อยู่ไม่ได้ ถือว่าโรงงานแห่งนี้เปลี่ยนชีวิตของสาวบนดอยไปหน้ามือเป็นหนังมือเลยทีเดียว

เมื่อก่อนชาวบ้านจะทอได้วันละ 2 เมตรซึ่งมาตรฐานการทอผ้าจะอยู่ที่ 10 เมตรแต่ตอนนี้ ชาวบ้านสามารถทอได้วันละไม่ต่ำกว่า 12 เมตรแล้ว

ทั้ง 2 โรงงานที่ได้กล่าวไปจะมีคนเฒ่าคนแก่มาทำงาน เพราะสมเด็จย่าเล็งเห็นว่า คนเหล่านี้สามารถทำงานได้ ดีกว่าอยู่เฉยๆขอเงินลูกหลาน อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจให้แก่พวกเขาอีกด้วย ที่ยังสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ และที่นี้ยังเปิดรับทุกคนที่มีความตั้งใจที่อยากจะทำงานอีกด้วย


นั่งรถตู้ต่อมาที่โรงงานเครื่องปั้นดินเผา เมื่อก่อนดินบริเวณนี้เป็นดินเสื่อมโทรม ดินมีการผุกร่อน จึงได้มีการปลูกหญ้าแฝกซึ่งรากนั้นลึกสุดถึง 60 เมตร ใบของหญ้าแฝกสามารถทอเป็นกระถางต้นกล้าได้ ลดการใช้พลาสติก ต่อมานักวิชาการพบว่าดินบริเวณนี้มีแร่ฟันม้าอยู่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำเซรามิก
แรงงานที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นเพราะเป็นงานที่ต้องใช้แรง กรรมวิธีที่นี้จะมีด้วยกัน 4 วิธีได้แก่ ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน ขึ้นรูปด้วยหัวโรเลอร์ หล่อด้วยน้ำดินและขึ้นรูปด้วยแป้นอัดน้ำดิน


กลับออกมาพักชิวๆ ด้วยการจิบกาแฟดอยตุง กาแฟดอยตุงนั้นเป็นพระราชดำริที่ต้องการให้มีการฟื้นฟูป่า และให้มีการปลูกพืชอื่นแทนการปลูกฝิ่น เนื้อจากกาแฟที่มีคุณภาพจะต้องปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ บนที่สูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพราะเมล็ดกาแฟจะสุกเองตามธรรมชาติ ไม่ได้สุกเพราะแสงแดด จะให้รสชาติที่ดีที่สุด และให้ความเป็นเจ้าของแก่ผู้ปลูกไร่กาแฟ เพื่อให้เขาดูแลรักษาผืนป่าที่สร้างรายได้แห่งนี้



กลับมา Reflection กันที่ห้องประชุม ด้วย 2 หัวข้อด้วยกัน Top of Mind และ Top of Feeling สิ่งแรกที่เด้งขึ้นมาในใจของเรามันคืออะไร สำหรับผมสิ่งแรกเลยคือ เจ๋งมากที่มีแนวคิดที่จะสร้างงานให้คนสูงอายุ ซึ่งผมไม่เคยนึกถึงจุดนี้เลย เป็นที่รู้กันว่ายุคของคนสูงอายุเยอะกว่าคนหนุ่มสาวกำลังจะมาถึง ถ้าเราสามารถสร้างงานให้คนสูงอายุได้ ไม่เพียงแต่จะไม่เป็นภาระของลูกหลานเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกท่านรู้สึกมีคุณค่าอีกด้วย



จากนั้นก็เข้าไปหาแรงบันดาลใจ และคำตอบของคำถามว่าทำไมดอยตุง ที่หอแห่งแรงบันดาลใจ หรือ Hall of Inspiration ซึ่งเป็นเรื่องราวของคน 1 คนที่เปลี่ยนแปลงดอยตุง เปรียบเสมือนน้ำ 1 หยดที่ตกลงบนผืนน้ำสร้างระลอกคลื่นตามมา คนหนึ่งคนจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ที่นี้มีคำตอบ



เนื่องจากวันนี้เราได้มีการทำ Presentation เล็กๆซึ่งเพื่อนๆเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีมากเลย พี่จอยก็เลยให้เราดู Setting วิธีการจัดและนำเสนอความคิดของแต่ละกลุ่ม เราจำเรื่องราวของแต่ละกลุ่มอะไรได้บ้าง ก็เลยมีทฤษฎี 3-Vs มาสอน ร้อยละ 93 ของความเข้าใจมาจากสองส่วนด้วยกัน Vocal and Visual

จบไปแล้วกับมหากาพย์ตอนที่ 1 กลับมามองดูอีกทีนี้วันนึงทำอะไรเยอะขนาดนี้เลยหรือเนี่ย รู้สึกมีแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม ^^

ติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่ Teach-for-Thailand-institute-day-2

Monday, August 17, 2015

The Law of Success - Napolean Hill (อธิบายโดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล) [ข้อที่ 11 - 12]


ข้อที่ 11 ความคิดที่ถูกต้องแล้วเที่ยงตรง

ชีวิตคนเรานั้นสั้น การที่คนจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเอง และสภาพแวดล้อมที่ชัดเจน โลกนี้คือการเปรียบเทียบเลยว่าใครมีปรัชญาที่ถูกต้อง คนคนนั้นจะมีความคิด คำพูด การกระทำที่ถูกต้อง

ความคิดที่ถูกต้องแล้วเที่ยงตรง คือ ความสามารถที่จะแยกข้อเท็จจริง (Fact) ออกจากข้อคิดเห็นหรือการปรุงแต่ง โลกปัจจุบันเราต่างฟังวิทยุ ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ จนบางครั้งเราไม่รู้ว่าอันไหนเป็นจริง อันไหนเป็นเท็จ

คนที่จะเข้าถึงข้อเท็จจริงได้นั้นจะต้องมี จิตที่เข้มแข็งก่อน เมื่อเผชิญหน้ากับความจริงนั้น กระเทือนอีโก้ ความเป็นตัวกูของกู หรือศักดิ์ศรีของเรา แต่เรายังนิ่งสงบยิ้มรับได้ นั้นคือจิตใจเรามีพลัง โอกาสในการแยกแยะข้อเท็จจริงออกมาได้มากขึ้น

เป็นคนที่ไม่มองโลกขาวหรือดำอย่างสิ้นเชิง เขาจะมองโลกเป็นสีเทา คือเวลาฟังสิ่งที่ดีจะยิ้มรับไว้ แต่จะไม่หัวเราะร่าว่าสิ้งนั้นจะต้องใช่เลยตามที่เราคิดไว้ เพื่อนคนหนึ่งของเราอาจจะเป็นคนไม่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีส่วนดีเลยเป็นต้น ทั้งหมดนี้เกิดจากคุณภาพจิต ไม่ใช่เครื่องมือในการใช้แยกแยะข้อมูล

ไม่เชื่อข่าวลือที่คนอื่นเขาเชื่อกัน เด็จขาดคุณภาพของจิตต้องสูงเท่ามาตรฐานของหนังสือเล่มนี้ได้

จะต้องไม่ปล่อยให้ความหวาดวิตก ซึ่งทำให้เราเป็นคนย้ำคิดย้ำทำตลอดเวลา เพราะหลายครั้งสิ่งที่เราวิตกมากๆเนี่ย มันกลับกลายเป็นความจริง (Self-fulfilling phophecy) น่ากลัวมากๆ

เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เราส่วนใหญ่จะคิดว่าจะต้องมีข้อมูลที่มีเหตุมีผล จึงจะถือว่าเรื่องนั้นคือข้อเท็จจริง แต่หนังสือเล่มนี้กลับบอกไปในอีกทางหนึ่งที่แตกต่างออกไป

อย่าเชื่อเพราะตามกันมา อย่าเชื่อเพราะเป็นศาสดา อย่าเชื่อเพราะฟังดูแล้วมีเหตุมีผล อย่าเชื่อเพราะเหมือนกับที่เราคิดไว้เลย (เราจะไม่ปล่อยให้สิ่งที่ผ่านเข้ามาทางสัมผัสทั้ง 5 เป็นสิ่งที่ถูกต้องตลอดเวลา) เราจะต้องคิดพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เท่าที่ปัญญาของเราจะสามารถทำได้ ฟังหูไว้หู

เราต้องมีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เราอย่าไปโหมให้ไฟมันใหญ่ขึ้น สิ่งต่างๆที่ยุ่งกับอารมณ์เราอย่าไปยุ่งเด็จขาด อย่าไปสนใจข่าวนินทาเพราะคนที่ถูกนินทาต้องน้อยเนื้อตำใจแน่ๆ

ทำไมมนุษย์ไม่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็นได้ เพราะมนุษย์มักจะเอาคำว่าตัวกูของกูเข้าไปวุ่นวายเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองเข้าไปสัมผัส พระพุทธเจ้าจะบอกไว้เลยว่า สิ่งต่างๆที่เราได้เข้าไปสัมผัสมันเป็น ความจริงเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น (Partial Reality) ความจริงสูงสุดมันไม่มี
ความจริงในบางครั้งมันจริงในเดือนที่แล้ว แต่ตอนนี้เวลานี้วินาทีนี้มันอาจจะไม่จริงก็ได้ มนุษย์มีนิสัยที่จะด่วนตัดสินสิ่งต่างๆ จนลืมไปว่าความจริงสูงสุดในโลกมนุษย์เนี่ยมันไม่มี มันเกิดแล้วมันดับแล้วมันก็เปลี่ยนแล้ว ปัจจัยภายนอกเปลี่ยนตลอดเวลา ตัวเราเองก็เปลี่ยนตลอดเวลา

ข้อที่ 12 ความใจจดใจจ่อ

ความใจจดใจจ่อ (Attentiveness) สำคัญมากๆเลย เปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ที่ผ่านกระจกนูน เมื่อแสงที่ผ่านโดนกระดาษ กระดาษก็จะไหม้ การที่เราจดจ้อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พลังจิตและสมาธิมันจะเกิดพร้อมกันหมดเลย และจะเกิดปัญญาตามมา และเช่นกันตัวสติกับสมาธิจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีปัญญา เราต้องรู้ว่าเวลาไหนเราควรจะโพกัส ตัวสติ สมาธิ ปัญญาเป็นเนื้อเดียวกันเราจะแยกมันออกจากกันไม่ได้

พลังจิตคนเรามีมากมายมหาศาล ถ้าเราจดจ่อมากๆไม่ว่าเรื่องอะไรเราก็จะทำได้ทุกเรื่อง สมมุติง่ายๆเป็นการล้างจาน ถ้าเราล้างไปคิดเรื่องนุ้นเรื่องนี้จานอาจจะตกลงมาแตกก็ได้ หรือไม่อาจจะใช้เวลาล้างนานกว่าปกติ

"นาฬิกาทราย ทรายหมดทีละเม็ด ปฏิบัติงานทีละอย่าง" ให้จิตจ่อไปทีละเรื่องเสร็จแล้ว ค่อยย้ายจิตไปทำสิ่งต่อไป ความจดจ่อคือลงมือทำ ไม่ใช่อยากมีอยากได้ตลอดเวลา จิตโพกัสได้เรื่องเดียวเวลาเดียวเท่านั้น

ความจดจ่อของมนุษย์เราเกิดจากนิสัยนี้เอง เป็นพิมพ์เขียวในสมอง (ฺBlue print) ฝึกนิสัยให้เหมือนสายเคเบิลที่สานกันอย่างมั่นคง

คนฉลาดเวลาเข้าห้องมืดๆ เปิดไฟจุดตะเกียงทันที หมายถึงคนฉลาดเรียนรู้สิ่งดีๆ จะนำมันมาใช้ในทันที ทำซ้ำไปซ้ำมาจนเป็นนิสัยถาวรในแง่ดี 

จะสร้างนิสัยได้จะต้องเห็นโทษ ของการวอกแวกทำอะไรหลายอย่างพร้อมๆกัน มันไม่มีผลดีต่อร่างกายและจิตใจเลย เครียดเป็นโรคหัวใจ โรคต่างสารพัด

คนจะมีความสุขและประสบความสำเร็จได้ คนคนนั้นจะต้องมี การเก็บกรอบความคิดที่ถูกต้องไว้ในหัว
และทำตามแนวความคิดที่ถูกต้องให้ได้มากที่สุด

จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีเท่านั้น

ขอขอบคุณ ดร.บุญชัย โกศลธนากุล มา ณ ที่นี้ด้วย
เรียบเรียงใหม่โดย J. Burananit

Saturday, August 15, 2015

The Law of Success - Napolean Hill (อธิบายโดย ดร.บุญชัย โกศลธนากุล) [ข้อที่ 7 - 9]


กลับมาต่ออีก 3 ข้อซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ให้เหตุผลว่า เราจะต้องมีคุณลักษณะต่างๆเหล่านี้อย่างไร บางครั้งผมก็คิดว่าตัวเองนั้นรู้แล้วสำหรับเรื่องเหล่านี้ แต่หนังสือเล่มนี้ก็ตอกย้ำว่าโลกใบนี้นั้นมันใหญ่ยิ่งนัก มีสิ่งที่เราต้องรู้แต่ไม่รู้อีกมากมาย ค่อยๆฝึกกันตามคำแนะนำของหนังสือเล่มนี้ไปด้วยกันนะครับ :)

ข้อที่ 7 ความกระตือรือร้น

คนจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมี ความกระตือรือร้น (Enthusiasm) ให้คิดถึงเวลาที่เราเจอคนที่มีความกระตือรือร้น เราอยากมอง เราอยากฟัง เพราะแต่ละอย่างที่ออกมาจากคนที่มีความกระตือรือร้นนั้นน่าสนใจไปหมดเลย มีเสน่ดึงดูดคนรอบข้าง สามารถกระเทือนจิตใจของคนรอบข้างได้หมด โน้มน้าวใครได้ง่ายมากเลย สุขภาพก็ดีด้วย เพราะกายกับจิตนั้นสัมพัทธ์กัน

พูดถึงเรื่องความกระตือรือร้น ใครๆก็ชอบหมดแต่ถามว่าจะสร้างมันได้อย่างไร?

จะต้องสร้างความรัก ความพอใจ ความผูกพันกับงานที่เราทำอยู่
งานที่เราทำนั้นต้องเป็นงานที่เราชอบ สร้างคุณค่าต่อสังคม ต่อองค์กร ต่อครอบครัวของเราและต่อตัวเอง
เอาความรู้สึกของตัวเองตรวจสอบ งานที่เราทำเรามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือไม่ ความจริงจัง

ถ้าเราไม่มีทางเลือกงานที่เราทำไม่ได้เป็นงานที่เราชอบ ให้มองว่างานนั้นเป็น Stepping stone ได้ไหม เป็นบันไดแต่ละขั้นที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราทำอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินไปสู่จุดหมาย ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันทะจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หลายๆครั้งฉันทะไม่ได้เกิดขึ้นเอง เช่นบางครั้งเป็นไปได้ที่เราจะอยู่กับใครสักคนหนึ่งที่เราไม่ได้ชอบมาก แต่อยู่ไปปรากฎว่าเข้ากันได้ ไปด้วยกันได้ หรือเราเป็นเจ้าของกิจการแล้วต้องทำบัญชี เราได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น เราก็พร้อมที่จะเรียนรู้ เตือนตัวเองในสิ่งนั้น (Remind)

ได้เจอกับคนที่มีความกระตือรือร้นด้วยกัน
ประสบความสำเร็จในการหาเงินหาทอง เพราะคนสำเร็จประเภทนี้จะเห็นอะไรเป็นรูปธรรม
สุขภาพที่ดี ถึงจิตใจเราจะเข้มแข็งขนาดไหน แต่ถ้าร่างกายป่วยไป จิดใจก็พลอยจะร่วงโรยตามไปด้วย ยกเว้นว่าคุณสำเร็จเป็นพระอรหันต์ -/\- ควรออกกำลังกายซะหน่อย ร่างกายจำเป็นมากๆ กายกับจิตเป็นเนื้อเดียวกัน
มีความรู้สึกภูมิใจ (Self-esteem) ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่เนี่ย มันมีประโยชน์ต่อสังคม มีประโยชน์ต่อองค์กร คิดให้ใหญ่ (Think Big)

*เราต้องลืมอดีตทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจของเรา คนส่วนใหญ่มักจะแบกอารมณ์อยู่ตลอดเวลา เหมือนมีโซ่คอยตรึงเราอยู่ เวลาเราทำกิจกรรมต่างๆเราไม่รู้หลอกว่าเราแอบเอาความคิดไม่ดีติดมาด้วย จิตไปเกาะอยู่ในเรื่องที่กังวลใจ ทำให้คนเรามองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน

ในเวลาที่ทำงาน จัดการกับปัญหาไม่ควรเอาความฟุ้งซ่านมาด้วย (คนเราปกติฟุ่งซ่านวันละหกหมื่นเรื่อง!) มันจะคอยฉุดกระชากเราไว้ ทำงานให้มีสติไปคอยกำหนด ลืมปัญหาคาในทั้งหมดเวลาทำงาน ความกระตือรือล้นจะเกิดขึ้นได้

*จิตจะต้องใหญ่พอ ทำอะไรบางอย่างหรือคิดเพื่อคนอื่นตลอดเวลา จิตจะกว้างใหญ่ไพศาล เวลามีคนทำผิดต่อเราที่ไม่ได้ส่งผลร้ายกับเรามาก เราจะให้อภัยและปล่อยเขาไป เราจะเกิดความกระตือรือร้นขึ้นเพราะเราไม่สะสมจิตที่อึดอัด จิตโทษะ

ทุกนาทีจิตใจเราสร้างทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม จิตใจที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้น มักจะสร้างแต่อกุศลกรรม ทำให้เราตกเป็นทาสของกิเลส ปัญหา อุปาทาน เลือกตัวสติให้จิตคิดแต่กุศลกรรม ทำให้เรามีความสุขขึ้นเรื่อยๆ กระตือรือร้นขึ้นเรื่อยๆ การจะปรับสิ่งต่างๆต้องปรับที่ใจก่อน จะต้องมีสัมมาทิฏฐิให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้

สัมมัปปธาน 4
1) ความคิดที่ไม่ดีไม่ชอบ ตัดทิ้งไปเลย อย่าไปคิดต่อ [เกิดขึ้นมาเอง]
2) อย่าไปดึงสิ่งที่ลบ (Negative) มาคิด [ตั้งใจให้เกิดขึ้น]
3) ดึงสิ่งที่มีประโยชน์ขึ้นมาคิด [ตั้งใจให้เกิดขึ้น] ชีวิตเราเองจะปรับปรุงพัฒนาตนเองได้อย่างไร
4) รักษาความคิดที่ดีให้คงอยู่ต่อไป

*ความกระตือรือร้นสำคัญมากสำหรับผู้นำ ผู้นำอยากให้ลูกน้องขยันขันแข็งมีความกระตือรือร้น คำถามคือตัวเรามีความกระตือรือร้นแล้วหรือยัง เราจะสามารถสร้างทีมเวิคได้

ข้อที่ 8 การควบคุมตนเอง

การควบคุมตนเอง (Self-control) คนเราทำดีมาร้อย มาพันครั้ง แต่เราระเบิดลงเพียงครั้งเดียว ทุกอย่างที่ดีจะเสียหมด คนจะด่าทอ โจกจันในสิ่งไม่ดีที่เราทำ มนุษย์มักจะจำสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่น

1) ควบคุมอารมณ์ของตนเอง อย่าไปทะเลาะกันเลย ความโกรธเอาชนะความโกรธไม่ได้ หากเรามีอำนาจมากกว่า เขาอาจจะยอมเราแต่ใจเขาไม่มีทางยอมเราแน่ การทำสิ่งต่างๆอย่างมีสติ คนจะรักและสรรเสริญ ถ้าเราควบคุมอารมณ์ไว้ได้เนี่ยเราจะมีพรหมวิหาร 4 คือมีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา

ถ้าสภาวะจิตใจข้างในโล่งโปร่งสบาย การมองหรือแสดงออกจะสะท้อนความเป็นจริงของรอบข้าง ให้ภาวะในใจของเราโล่งโปร่งสบาย ในทางกลับกันถ้าจิตเราโกรธ อึดอัดหรือโลภเนี่ย สิ่งต่างๆที่เรามองอยู่หรือแสดงออกเนี่ยก็บิดเบือนจากความเป็นจริงแล้ว
"จงยังประโยชน์ปัจจุบันให้สูงสุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
- พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เทศน์ไว้ก่อนปรินิพานว่า

เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเลย เราจะอยู่กับปัจจุบันได้จิตใจของเราต้องโล่ง โปร่ง สบายก่อน ให้นานที่สุด มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในยามที่เราประคองจิตมันกัน หลังจากนั้นจิตจะเรียนรู้ได้เอง จิตนั้นฉลาดนะ

คนที่ควบคุมตัวเองได้จะถือว่าเป็นคนที่มี EQ สูงสุด ต้องตั้งจิตให้ได้ก่อนว่าจะไม่ปล่อยให้ระเบิดลง ต้องตั้งตั้งจิตก่อนว่าสามารถรับได้ทุกสภาวะ ทุกสถานการณ์

"I can embrace all kind of contradictions"
 - เลโอนาร์โด ดา วินชี

ข้าพระเจ้ารับได้กับความขัดแย้งทุกรูปแบบ จะไม่มีการทำร้ายตัวเอง ทำจิตใจเราให้ตั้งตรงนิ่งก่อน

2) ให้มองถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาก่อน (Consequential outcome) ว่าสิ่งที่จะตามมานั้นคืออะไร
3) การตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้เลย ถ้าเราระเบิดลงมันจะทำลาย เป้าหมายของเราอย่างไร เตือนตัวเองตลอดเวลา
4) ทำอะไรเบาๆหน่อย ทำอะไรให้ช้าลงได้ไหม เบาลงได้ไหม คนเดี๋ยวนี้ทำอะไรวุ่นวายไปหมด ผลที่ตามมาก็คือจิตไม่มีสติ จิตไม่มีสมาธิ ฟุ้งซ่าน

คนฉลาดจะรู้ว่าเมื่อไรควรจะปล่อยวาง แล้วอะไรหละคือสิ่งที่จะบอกว่าเราควรจะจริงจังตอนไหน ปล่อยวางตอนไหน นั้นคือความรู้สึกนั้นเอง

ความอดทนเป็นบารมีสูงสุดของพระโพธิสัตว์ พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ายกย่องความอดทนว่า เป็นบารมีที่เหนือสิ่งอื่นใด อดทนไม่ตอบโต้ต่อสิ่งที่มัวหมอง ง่ายสุดคือหายใจลึกๆ แล้วเราก็จะมีความสุข

ข้อ 9 นิสัยทำงานนเกินเงินเดือน

ห้ามคิดเช้าชามเย็นชามตลอด อย่าคิดว่าทำงานเงินเดือนแค่นี้จะเอาอะไรมากนัก เพราะชีวิตเราจะเบื่อหน่ายทำสักแต่ว่า ให้มีเงินเพียงพอมาจุนเจือชีวิตและครอบครัว

นิสัยทำงานเกินเงินเดือนทำให้ เรากระตือรือร้น และก่อนจะกระตือรือร้น ต้องสร้างความรักในงาน
งานแต่ละชิ้นควรทำงานให้ได้ A, A+ ตลอดไม่ว่างานนั้นจะต่ำต้อยแค่ไหน เพราะเราจะได้ทักษะแต่ละด้าน แต่ละส่วนในระดับที่สูงสุด ต้องมองให้ออกว่าสิ่งที่เราทำอยู่เป็น บันไดขั้นที่เท่าไรสู่ความสำเร็จ

ขอขอบคุณ ดร.บุญชัย โกศลธนากุล มา ณ ที่นี้ด้วย
เรียบเรียงใหม่โดย J. Burananit